ความสามารถใหม่ FIN Fund Rank 2025

1 March 2025 – FIN version 4.4 ล่าสุดที่กำลังจะขึ้นให้ update บน App Store เร็วๆ นี้ มีการปรับปรุงความสามารถของ Fund Rank ใหม่ โดยสามารถ Filter กองทุนประเภท Tax Saving ร่วมกับ กลุ่มกองทุนประเภท Sector ต่างๆ เช่น GHC (Global Healthcare Sector) , PROP (Property Sector) , TECH (Technology Sector) และ กลุ่มพิเศษอื่นๆ เช่น FOF, INDX ได้

สรุปแบบ สั้น กระชับ ตัวอย่าง คือ คุณผู้ใช้สามารถค้นหา กอง RMF ที่ลงทุนใน Sector ต่างๆ ตามที่ต้องการได้

แบบเดิม: ทุก Fund Types ที่มีการกดเลือกไว้ จะทำงานในลักษณะเงื่อนไขของ OR (หรือ) คือจะรวมกองประเภทนั้นๆ เข้าด้วยกันทั้งหมดและนำมาเรียงลำดับ Ranking

แบบใหม่: ถ้ามีการเลือกกลุ่มกอง Tax Saving ได้แก่ LTF, RMF, SSF, TESG และมีการกดร่วมกับ กลุ่มกองประเภท Sector ตามที่ยกตัวอย่างไว้ข้างต้น จะเข้าสู่โหมดเงื่อนไขของ AND (และ) เลยทำให้สามารถค้นหากองทุนประเภท Tax Saving และ ที่ลงทุนใน Sector ต่างๆ ตามที่ต้องการค้นหาได้


Download FIN App ได้บน Apple App Store : https://apple.co/400dMWZ


กลุ่ม Tax Saving Fund Type มี 4 ประเภท: LTF, RMF, SSF, TESG

กลุ่มประเภท Fund ที่ “สามารถ” กดร่วมกับ Tax Saving Fund: GHC, PROP, ENGY, GOLD, FIN, TECH, INFRA, MISC, FOF, INDX

กลุ่มประเภท Fund ที่ “ไม่สามารถ” กดร่วมกับ Tax Saving Fund : EQ, FIF, FIX, MMF, MIX กลุ่มเหล่านี้ จะไม่รองรับการกดควบคู่กับกลุ่ม Tax Saving Fund (มีคำอธิบายเพิ่มเติม ใน section ด้านล่างสุดของ Article นี้)

ยกตัวอย่าง ถ้ากด RMF กับ GHC เข้าด้วยกัน ถ้าเป็น FIN Version ล่าสุด จะกรองผลลัพธ์ ขึ้นแสดงผลเฉพาะ กอง RMF ที่ลงทุนใน Sector GHC ตามรูปหน้าจอตัวอย่างด้านล่างนี้ กองลำดับ 1 คือ MHEALTHRMF คือ เป็นกอง RMF ที่ลงทุนใน Sector Global Healthcare นั่นเอง

นอกเหนือจากนี้ ถ้ากด RMF, SSF ร่วมกับ GHC อันนี้ผลลัพธ์ที่ได้คือ จะเป็นการแสดงผลกองทุนประเภท RMF หรือ SSF ที่ลงทุนใน Sector GHC คือ ระหว่างกองทุน Tax Saving Fund Type ด้วยกัน จะอยู่ในเงื่อนไขของ OR ในกรณีนี้ครับ เพื่อความสะดวกในการ หาทั้ง RMF หรือ SSF ที่ลงทุนใน sector ต่างๆ อย่างรวดเร็ว ตามรูปตัวอย่างด้านล่างนี้ ก็จะเห็น MHEALTHSSF และ MHEALTHRMF ขึ้นใน Ranking Result เดียวกัน

หรือในอีกท่าการใช้คือ ถ้ากด Tax Saving Fund Type เช่น RMF คู่กับ PROP , ENGY คือเลือกมากกว่า 1 sector fund types ก็จะทำได้เช่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ เป็นการค้นหากอง RMF ที่ลงทุนใน PROP หรือ ลงทุนใน ENGY ด้วยรวดเดียว หรือถ้าอยากกดทั้ง RMF, SSF กับ PROP , ENGY ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาด้วยเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ การ Filter ของ Fund Type จะไม่ใช่ลักษณะ OR (หรือ) กันอย่างเดียว เหมือน FIN version ในอดีต แต่จะเป็นลักษณะ Hybrid จะมีทั้ง AND, OR และมีการ optimize ลักษณะการทำงานเข้ากับ กรณีการใช้งานจริง เพื่อให้ทุกอย่าง ยืดหยุ่น ตรงตามกับที่ต้องการใช้

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณผู้ใช้ สนใจที่จะสับเปลี่ยนกองทุน ทั้ง RMF , SSF ที่ตนเองถืออยู่ โดยพิจารณา Sector ทั้ง TECH , และ GHC สามารถกด 4 ประเภทนี้ ใน Filter ได้ ผลลัพธ์ที่ออกมา ก็จะเห็น ทั้งกอง RMF, SSF ที่ลงทุนใน TECH หรือ GHC (คือในเชิง Logic จะไม่ใช่ AND กันทั้งหมด แต่จะมีการแบ่งกลุ่ม OR และ AND) อย่างไรก็ตาม ถ้าสับสน ลองกดใช้จริงด้วยตนเอง และตรวจสอบผลลัพธ์ ก็จะเห็นและเข้าใจตอนใช้จริงครับ


อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กองทุนกลุ่มประเภทที่ “ไม่สามารถ” กดร่วมกับ Tax Saving Fund ได้ ได้แก่ EQ, FIF, FIX, MMF, MIX เนื่องจาก กองประเภทนี้ ภายใน FIN จะไม่สามารถ AND กับ กอง Tax Saving Fund ได้ เพราะจะไม่มีผลลัพธ์ขึ้นมาแสดงครับ

แต่ถ้าหากต้องการ หากอง RMF ที่เป็นประเภท MMF (RMF ที่ลงทุนใน Money Market) หรือ EQ (RMF ที่ลงทุนในหุ้นไทย) นั้น วิธีการใช้จะเป็นไปในลักษณะที่ต้องกดเลือก Fund Subtypes ควบคู่กัน

ซึ่งสามารถทำได้โดยการกดเข้าที่หน้า Filter แล้ว ให้เลื่อนลงมาดูที่ Fund Types กดเลือก RMF เพียงชนิดเดียว จากนั้น Section ถัดมา จะแสดง Fund Subtypes ของ RMF นี้ๆ ก็จะมีให้เลือก MMF, FIX, MIX, EQ, FIF ให้กดเลือกตามที่ต้องการ

Fund Subtypes จะแสดงผล ก็ต่อเมื่อ Fund Types มีการกด เลือกแค่ ประเภทเดี่ยวๆ นะครับ เช่น RMF หรือ SSF เดี่ยวๆ ถึงจะมีรายการของ Fund Subtypes ขึ้นมาแสดง


สุดท้าย ในกรณีที่คุณผู้ใช้ต้องการใช้ Fund Ranking แบบเดิม นั้น ก็สามารถสลับโหมดการทำงานไปใช้ได้เช่นกัน วิธีการคือ

  • ให้กดเปิด FIN และ กดไปที่ Tab “More” ขวาสุด
  • จากนั้น จะพบเมนูจำนวนมาก ให้ลงมาดูเมนูด้านล่างสุดที่ชื่อ Support Channel & Tools ให้กดเมนูนี้
  • จากนั้น ให้เลือก เมนูล่างสุด ที่ชื่อ “Prefer Fund Rank Legacy Behavior”
  • เมื่อกดแล้ว กลับไปที่หน้า Fund Rank และ ลองกดดูที่ Fund Type สักประเภทนึงเพื่อ Refresh การแสดงผล ก็จะกลับเข้าสู่ Fund Rank แบบเดิม

แต่ถ้าหากต้องการสลับกับมาโหมดการทำงานแบบใหม่ Fund Rank 2025 ก็ทำด้วยวิธีการเดิม แต่ เมนูจะชื่อ “Prefer Fund Rank New Behavior” สามารถกดสลับไป สลับมา ยืดหยุ่น ตามความต้องการใช้งานของแต่ละท่าน

หากมีคำถาม ความคิดเห็นใดๆ สามารถเขียนมาได้ในหน้า Feedback ภายใน FIN App ได้ตลอดเหมือนเดิมครับ

Download FIN App ได้บน Apple App Store : https://apple.co/400dMWZ

สรุปเทคนิค การ Search ค้นหา กองทุนใน FIN – Updated Late 2024

20 Dec 2024 – FIN App มีการปรับปรุงระบบ search มาอย่างต่อเนื่อง โดยใน version ปัจจุบัน รองรับการ search ได้หลากหลายรูปแบบ นอกเหนือจาก search ชื่อย่อกองทุนที่มีมาตั้งแต่ในอดีต

Download หรือ Update FIN: Apple App Store

โดยมีสรุป เทคนิคการ search ใหม่ๆ ดังนี้

Search Master Fund — ความสามารถนี้สำหรับคุณผู้ใช้ที่ต้องการ search หากองทุนที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ แบบที่มี Master Fund โดยการพิมพ์ชื่อของ Master Fund หรือ ETF หรือ keyword ใดๆ ที่ต้องการค้นหาได้เลยครับ ระบบจะมีการ search ในส่วนของ Master Fund ของกองต่างประเทศ ด้วย และ จะแสดงผลอยู่ใน Search Result

ยกตัวอย่าง กรณีที่ต้องการหา กองทุนไทย ที่ลงทุนใน ETF: NASDAQ100 ก็จะได้ผลรูปตัวอย่างนี้

ทั้งหมดนี้คือ Keyword Search นะครับ หากองทุนไหน มีชื่อหรือคำ ในข้อมูลส่วนของ Master Fund ที่ตรงกับ keyword ที่ใส่เข้าไป ก็จะเข้าข่ายให้แสดงผลในผลการค้นหา

เทคนิค 2: Search บางส่วนของคำใน ชื่อย่อกองทุน หรือ ชื่อเต็มกองทุน — เพื่อยกตัวอย่างให้เห็นภาพ อย่างกรณีนี้ ผมต้องการ search ว่า กองทุนในไทย กองไหนบ้าง ที่ลงทุนใน BTC (bitcoin) ก็อาจจะระบุ keyword: BTC ก็จะเห็นผลดังรูปตัวอย่างนี้ เป็นหลักการเดิมนะครับ หากชื่อย่อกองทุน หรือ ชื่อเต็มกองทุน มีคำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งอยู่ ก็จะปรากฎในผลการค้นหา

หรืออีกกรณีหนึ่งคือ กรณีต้องการหากองที่มีคำว่า Machine เป็นส่วนประกอบของชื่อ ก็ตามตัวอย่างนี้ครับ

Search ด้วยชื่อภาษาไทย ก็ได้เช่นกัน หลักการเดียวกันกับข้างต้นครับ ตัวอย่างกรณีนี้คือ search ด้วยคำว่า “เวียด” หรือ “เวียดนาม” ก็จะเจอกอง ที่มีคำนี้อยู่ในผลการค้นหา

ในหน้า Search ตรงนี้จะเรียงตาม Fund Performance ระดับ YTD นะครับ จากมากไปน้อย ดังนั้นแล้วก็จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์กองที่ perform ดีที่สุด ที่เทียบจากต้นปี เรียงลำดับลดหลั่นลงไป

หากมีคำถามหรือ Feedback ใดๆ สามารถเขียนมาได้ในหน้า Feedback ใน App เลยฮะ หรือ อีเมลมาสอบถามได้ครับ

Download หรือ Update FIN: Apple App Store

ล่าสุด เพิ่ม Technical Indicator ใน FIN ได้แล้ว

17 Dec 2024 – FIN version ล่าสุด version 4.3 ที่กำลังจะขึ้น App Store เร็วๆ นี้ เพิ่มความสามารถใหม่ให้แก่ผู้ใช้ครับ โดยคุณผู้ใช้สามารถเพิ่ม Technical Indicator ในหน้า Fund Profile ได้แล้ว โดยตัวอย่างหน้าจอ

Download หรือ Update FIN: Apple App Store

จากรูปนี้ ผมเพิ่ม Indicator กลุ่ม Moving Average (เส้นค่าเฉลี่ยย้อนหลังตามช่วงเวลาที่กำหนดแบบเคลื่อนที่) เข้าไป 3 เส้นนะครับ คือ EMA(10), EMA(50) และ EMA(200) เพื่อเอาไว้ดูแนวโน้มด้วย Indicator เหล่านี้

สำหรับ Chart นี้คุณผู้ใช้สามารถใช้ นิ้ว ในการ interact กับ chart ได้หลายแบบ สรุปดังนี้

กรณีต้องการ เลื่อนวันที่ๆ กำลังสนใจ: อันนี้คือแบบดั้งเดิม คือใช้ นิ้ว 1 นิ้ว แตะแล้วเลื่อนบน Chart ไปทาง ซ้าย หรือ ขวา ข้อมูลต่างๆ เช่นค่า NAV หรือ อื่นๆ รวมถึงข้อมูล Indicator ที่แถบด้านด้านล่างของ Chart ก็จะอิงตาม วันที่ใหม่

กรณีต้องการ เลื่อนแกนวันที่: เพื่อเลื่อนไปดูช่วงวันเดือนก่อนหน้านี้ โดยที่ zoom scale ของ Chart ยังคงที่ กรณีนี้ให้ใช้ 1 นิ้ว แตะบริเวณโซนสีแดงของแกนวันที่ ตามรูปนี้ แล้วเลื่อนซ้าย-ขวา เพื่อเลื่อนแกนวันที่

กรณีต้องการ ปรับ Zoom Scale ของ Chart: ให้ใช้ 2 นิ้วแตะที่ Chart แล้ว ทำการ Pinch (บีบ-ถ่าง) เพื่อปรับ Zoom Scale ได้ครับ

Indicator ที่สามารถเพิ่มเข้าไปได้นั้น คือกลุ่ม เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เช่น SMA: Simple Moving Average, EMA: Exponential Moving Average และ BB: Bollinger Bands ดูรายละเอียดในแต่ละ Indicator ได้ตาม Link นี้

ภายใน FIN การเพิ่ม Indicator นั้น ผมออกแบบให้โดยอำนวยความสะดวก คือ เลือกจาก Template ได้เลย โดยการกด ปุ่ม + ตรง แถบใหม่ INDICATORS แล้วเลือก จาก Template หรือ จะ Add New Indicator ที่ต้องการ กำหนด Parameters เอง ก็ได้เช่นกัน

หากเพิ่มแล้ว ต้องการเข้าไป Edit Indicators หรือ ตั้งค่า Parameter เปลี่ยนชื่อ หรือ Delete ออก หรือ ปิดการแสดงบนในบาง Indicator สามารถทำได้โดยการกดปุ่มรูปเกียร์เพื่อเข้าไปตั้งค่า

หรือ กรณีต้องการปิดการใช้ Indicator เหล่านี้ ไม่ต้องแสดงผลบน Chart ก็กดที่ ปุ่ม … ปุ่มสุดท้ายในเมนูชุดนั้นแล้วเลือก Close

ความสามารถใหม่นี้ น่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ใช้ FIN มากพอสมควร ในการมี Technical Indicators เหล่านี้ ช่วย วัดระดับ Trend หรือ หาจุดเข้าสะสมหรือขายทำกำไร ได้ดียิ่งขึ้นไปอีกนะครับ ในการออกแบบ ฟีเจอร์ใหม่นี้ ผมเน้นให้ง่าย และ รวดเร็วต่อการใช้งานมากที่สุด และที่สำคัญคือ ไม่ให้รบกวนการแสดงผลค่า Indicator ต่างๆ เหล่านี้บนหน้าจอ Chart มากเกินไป

หากมีคำถามหรือ Feedback ใดๆ สามารถเขียนมาได้ในหน้า Feedback ใน App เลยฮะ หรือ อีเมลมาสอบถามได้ครับ

Download หรือ Update FIN: Apple App Store

วิธีตั้งค่าให้ Feature: Today Wealth Change Live Tracking ทำงานอัตโนมัติ (ไม่ต้องเปิด FIN App)

30 Nov 2023 – ต่อเนื่องจาก Feature ใหม่ที่ชื่อ Today Wealth Change Live Tracking ที่แนะนำไปในช่วง September 2023 ที่ผ่านมา ฟีเจอร์นี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคุณผู้ใช้ FIN ในแง่ ประสบการณ์ใช้งานแบบใหม่ ที่สะดวกขึ้นกว่าเดิมมากๆ ผมเลย Update ให้ FIN Version ล่าสุดนั้นรองรับ การทำงานฟีเจอร์ Today Wealth Change Live Tracking นั้นทำงานได้อัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องเปิด FIN App เพื่อเข้าไปกดปุ่ม Live ครับ ขั้นตอนการตั้งค่าให้ทำงานได้อัตโนมัติได้นั้น จะมีการใช้ iOS Version 17 Technology ที่เรียกว่า iOS Shortcuts (ดูข้อมูลเพิ่มได้ที่ https://support.apple.com/th-th/guide/shortcuts/apd029b36d05/ios ) ให้ทำขั้นตอนดังนี้

ฟีเจอร์ อัตโนมัติแบบนี้ รองรับ iOS 17 ขึ้นไปเท่านั้น และ FIN ต้องเป็น Version 4.0.17 ล่าสุดขึ้นไป

Download หรือ Update FIN: Apple App Store

Step-1: ให้เปิดเข้า App Shortcuts ซึ่งเป็น App ของ Apple iOS ครับ อาจจะ Search App ภายในเครื่องโดยพิมพ์ว่า Shortcuts ก็จะพบครับ รูป Icon เป็นไปตามด้านล่างนี้

Step-2: เมื่อเข้า Shortcuts App แล้ว ให้ Search ด้วยคำว่า FIN ครับ จะได้ ผลตามรูปด้านล่างนี้

Step-3: จากนั้น กดที่ปุ่ม … ของ FIN ตามรูปด้านล่างนี้ จะเห็น Menu Option เพิ่มเติม ให้เลือก “New Shortcut”

Step-4: จากนั้น จะเห็นภายใน FIN Shortcut และ สังเกตตรงที่ผมขีดสีแดงไว้นะครับ จุดนี้ คือ Parameter ที่เราสามารถเลือกตั้งค่า Portfolio ที่เราต้องการ ให้ทำ Live Tracking ได้

โดยปกติ จุดนี้จะขึ้น List ของ Portfolio ทุก Port ของ FIN Account ที่ใช้อยู่บนเครื่อง แต่ว่า ถ้าคุณผู้ใช้เคยใช้ Live Tracking ภายใน FIN App (แบบที่ไม่ใช่ วิธีอัตโนมัติแบบที่กำลังอธิบายอยู่ในบทความนี้) ภายใน List นี้จะมีอีก Option นึงขึ้นมา คือ Recently Track Portfolio(s) ครับ หากเลือก Option นี้ ก็จะทำให้ระบุไปเลยว่า การทำ Live Tracking แบบอัตโนมัติที่กำลังตั้งค่าอยู่นี้ ให้ยึดตาม Portolios ที่เคยเลือกไว้ตอนทำ Live Tracking ภายใน FIN App ครับ ซึ่งภายใน App สามารถเลือกได้มากกว่า 1 Port

ดังนั้นแล้ว แนะนำว่า กรณีคุณผู้ใช้มี หลาย Portfolio ที่ต้องการ Track ค่า Today Wealth Change นั้น ให้ ลองใช้ Live Tracking ครั้งแรก ภายใน FIN App ก่อน โดยการเลือก หลายๆ Ports ตามที่ต้องการ จากนั้นระบบจะจดจำไว้ ค่อยมาตั้งค่า Recently Track Portfolio(s) ใน Shortcut ตรงนี้ อีกทีได้ครับ

กลับมาที่ FIN Shortcut Parameter ตรงนี้ เมื่อเลือก Portfolio เสร็จแล้ว ก็กด Done เพื่อปิด (Save) หน้าจอนี้ได้เลยครับ ก็จะกลับเข้าสู่หน้าจอ All Shortcuts ตามรูปด้านล่างนี้

Step-5: จะเห็นว่า มี Shortcut ของ FIN ใหม่ปรากฎขึ้น กรณีนี้คือ อันที่มี Background สีเหลืองนะครับ (เรื่องสี อันนี้น่าจะ random แต่ละเครื่องอาจจะไม่เหมือนกัน) ให้ใช้นิ้วแตะของอันสีเหลืองค้างไว้ และจะขึ้น Option Menu ให้เลือก Rename ตั้งชื่อใหม่ ไม่ให้ซ้ำกับ อันสีเทา (อันสีเทาเหมือนเป็นตัว Master Template Shortcut) เป็นไปตามรูปด้านล่างนี้ ให้เปลี่ยนชื่อใหม่ให้เรียบร้อยนะครับ

Step-6: จากนั้นจะกลับมาที่หน้า Shortcuts ให้ แตะที่ Tab ด้านล่างสุด โดยแตะ “Automation” เพื่อทำการตั้งค่าการทำงานอัตโนมัติ เข้าไปแล้วจะเห็นหน้าจอตามรูปด้านล่างนี้ ให้กด ปุ่ม + ด้านขวาบน เพื่อสร้าง Automation Rule ใหม่ขึ้นมา

Step-7: ให้กดเลือก Time of Day อันนี้เป็นการกำหนดว่า ให้ FIN Shortcut นี้ทำงานตามเวลาที่กำหนด

Step-8: จากนั้น ให้ตั้งค่าตามรูปด้านล่างนี้ครับ อาจจะให้เริ่ม กี่โมงก็แล้วแต่คุณผู้ใช้ FIN นะครับ อาจจะ 6 โมงเย็น หรือ 1 ทุ่ม 2 ทุ่ม ก็แล้วแต่เลยฮะ ตรง Repeat ให้เลือก Weekly และ ปิดการเลือก วันเสาร์ อาทิตย์ออกครับ และ จุดสุดท้าย ให้เลือก Run Immediately ครับ ตามรูปด้านล่างนี้

Step-9: จากนั้น กดปุ่ม Next ด้านขวาบนสุดของหน้าจอ เพื่อจบกระบวนการ (และ Save Setting) ถึงขั้นตอนนี้ ก็ไม่ต้องทำอะไรต่อครับ และ ทุกเย็นวันทำการ (ตามเวลาที่ คุณผู้ใช้กำหนด) FIN Shortcut ตัวนี้จะถูกเรียกให้ทำงาน ฟีเจอร์ Today Wealth Change Live Tracking ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเปิด FIN App เข้าไปสั่งการใดๆ อีกต่อไป สะดวกสบายขึ้นเยอะนะครับ 🙂

โดยส่วนตัว ผมใช้ ฟีเจอร์นี้แบบอัตโนมัติมาเดือนกว่าละครับ ง่ายขึ้นเยอะเลย เมื่อเห็น Today Wealth Change ในรูปแบบใหม่แบบนี้ ปกติต้องอ่านจาก Notification ซึ่งเป็นข้อความล้วนๆ อันนี้เราจะเห็นภาพรวมเลยว่า Update ไปแล้วกี่ % ประมาณนี้ ลองใช้ดูนะครับ แล้ว Feedback กันเข้ามาได้

อ้อ ย้ำนะครับ ว่า ฟีเจอร์ Automation ตรงนี้ สามารถทำงานได้กับ iOS 17 ขึ้นไปเท่านั้น บน iOS 16 ไม่รองรับ Automation แบบนี้นะครับ


หากคุณผู้ใช้ ต้องการ ปรับเปลี่ยน Parameter ของ FIN Shortcut นั้น Steps จะเป็นดังนี้นะครับ

A1. ให้เปิดเข้า Shortcuts App จากนั้น Scroll ลงมาจนเจอ FIN Shortcut (ที่คุณผู้ใช้ Rename ตั้งชื่อไว้) หรือจะ Search ก็ได้เช่นกัน อย่าลืมนะครับ FIN Shortcut จุดนี้ จะมี 2 แบบ แบบที่คุณผู้ใช้สร้างขึ้นมาใหม่ (และ Rename ไว้) กับแบบที่เป็น Master Template

A2. เมื่อเจอ FIN Shortcut แล้ว ให้ใช้นิ้วกดที่ … (จุด 3 จุด) เพื่อเข้าไป Edit Parameter (Portfolio) ครับ ก็ เลือก ให้เรียบร้อย แล้วกด Done เพื่อ Save

A3. จากนั้น ที่ Automation ให้ลบ Automation Rule อันที่สร้างไว้ออกครับ แล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ทวน Step 6 ถึง Step 9 ใหม่นะครับ แนะให้ลบและสร้างใหม่ จะทำงานได้ถูกต้องกับ Parameter ใหม่นะครับ

ถึงจุดนี้แล้ว หากต้องการสัมผัสประสบการณ์การ Track Portfolio แบบใหม่บน FIN App ให้ทดลองใช้งานฟีเจอร์ใหม่นี้ได้เลยนะครับ หากมีคำถามหรือ Feedback ใดๆ สามารถเขียนมาได้ในหน้า Feedback ใน App เลยฮะ หรือ อีเมลมาสอบถามได้ครับ

Download หรือ Update FIN: Apple App Store

Clip: [FIN App] สรุป วิธีดูพอร์ตกองทุนรวมด้วย iOS Widget ได้ทั้งบน iPhone, iPad และ mac แบบไม่ต้องเปิด App

18 Oct 2023 – Video ใหม่ขึ้น Youtube เรียบร้อยครับ เนื้อหาเล่าถึงวิธีการดู พอร์ตกองทุนรวม ด้วย iOS Widget ที่ใช้ได้ทั้งบน iPhone, iPad และ macOS โดยใช้ FIN App กองทุนรวม Mutual Fund ซึ่งนอกเหนือจากการดูทั้งระดับพอร์ตกองทุนแล้ว ยังสามารถดู บางกองที่สนใจในพอร์ตได้ด้วยเช่นกัน รวมถึง ดู Fund Performance ของกองทุนรวมที่สนใจ ได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้สามารถดูได้จากหน้า Home Screen หรือ Today Screen โดยไม่ต้องเปิดเข้าไปดูใน FIN App

Subscribe Youtube ได้ที่ https://www.youtube.com/@finapp.online

มีการสาธิต (Demo)ให้ดูบน iPhone และ บน macOS Sonoma ล่าสุด กับวิธีการใช้ Widgets บน mac Sonoma

แนะนำ Download หรือ Update FIN ให้เป็น Version ล่าสุด ได้ที่ App Store: https://apple.co/400dMWZ

Timeline

0:00 Introduction
0:20 เข้าเรื่อง ว่าจะเล่าเรื่องอะไรบ้าง
0:47 FIN Widgets ดูอะไรได้บ้าง [Portfolio, Fund in Portfolio , Fund Performance]
1:16 ใช้บน Platform ไหนได้บ้าง [iOS, iPadOS, macOS Sonoma]
1:45 ขั้นตอนการใช้งาน ที่จำเป็น
2:10 สาธิต (Demo) การใช้บน iPhone
6:51 สาธิต (Demo) การใช้บน macOS Sonoma
8:50 สรุปปิดท้าย

กองทุนรวม #widget #finance #mutualfunds #apps #investment

Important: End of Support Facebook Login – 1 Dec 2023

19 Sep 2023 – ประกาศสำคัญถึงเรื่อง การยกเลิกการรองรับ Facebook Login ภายใน FIN App ตั้งแต่วันที่ 1 December 2023 เป็นต้นไป (มี Update ล่าสุด 5 Dec 2023 อ่านเพิ่มเติมด้านล่างครับ)

แนะนำคุณผู้ใช้ที่ใช้ FIN แบบที่ลงทะเบียนสร้าง FIN Account ไว้แบบที่ใช้ Facebook ให้ทำการ เปลี่ยนวิธีการ Login เป็นวิธีการอื่น เช่น Sign in with Apple หรือ FIN ID โดยทำทันทีนะครับ เพราะหากเกินกำหนดจากวันที่กำหนด แล้ว อาจจะไม่สามารถ Login with Facebook ภายใน FIN App ได้นะครับ (อาจจะเจอข้อความ Error ตอน Login และ Login ไม่สำเร็จ เข้า FIN Account เข้าไปดูข้อมูลต่างๆ ที่บันทึกไว้ไม่ได้)



คุณผู้ใช้สามารถอ่านรายละเอียดได้จาก Article นี้ หรือ ดูจาก Youtube Video ได้เช่นกันนะครับ


เหตุผลที่ยกเลิกการ Support Facebook Login ภายใน FIN App

  • จากสถิติตลอดช่วงการให้บริการ FIN มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น ปี 2015 คุณผู้ใช้ที่ใช้ Facebook Login มักจะเจอปัญหา ที่เกิดจาก Facebook อาทิ เช่น คุณผู้ใช้โดน Facebook block, ban หรือ disable account บ้าง หรือ ใดๆ เหตุอื่นๆ (ตัวอย่าง: Login แล้วเจอ Error รหัส 308 หรือ 309 : The operation couldn’t be completed) ที่ทำให้ Login Facebook ไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนั้น เลยทำให้ ไม่สามารถ Login App อื่นๆ (ที่ใช้ระบบของ Facebook Login) อย่างเช่น FIN App ซึ่งทำให้เกิดปัญหา เข้า App ดูข้อมูลต่างๆ ไม่ได้
  • ซึ่งเคสเหล่านี้ มีมาโดยตลอด อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ดีแก่คุณผู้ใช้ เพราะจะต้องเสียเวลา ติดต่อทาง FIN Customer Support เพื่อช่วยหาทางในการเข้า App ให้ได้ (ทั้งๆ ที่ไม่สามารถกด Facebook Login ได้ เพราะโดน Facebook block account ไปแล้วว)
  • ในขณะที่ การ Login โดยวิธีอื่นๆ เช่น Sign in with Apple หรือ FIN ID นั้น ไม่พบปัญหาดังกล่าว ประสบการณ์การใช้งานที่ราบลื่น ไม่เจอปัญหาใดๆ เกี่ยวกับเรื่อง การ Login FIN Account ใดๆ คือคุณผู้ใช้จะไม่เสียเวลากับเรื่องเหล่านี้

วิธีการตรวจสอบว่า ตนเองใช้ FIN Account แบบ Facebook Login อยู่หรือไม่ กรณีจำไม่ได้ นั้น สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการกดเปิด FIN App และเข้าไปที่หน้า More และดูตรง Account & Settings ตรงปุ่ม Log out ครับ ว่าภายในวงเล็บ เขียนว่า ID: Facebook หรือไม่ ถ้าระบุ ID: Facebook แสดงว่า คุณผู้ใช้ใช้แบบ Facebook Login อยู่นะครับ ตามรูปตัวอย่างด้านล่าง *** สังเกตดูอย่างเดียวนะครับ ว่ามีคำว่า ID: Facebook หรือไม่ ไม่ต้องกด Log out นะครับ ***

การเปลี่ยนวิธีการ Login FIN Account และข้อมูลทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม คือ FIN Account เดิม แต่แค่เปลี่ยนวิธีการ Login นั้น ความสามารถนี้มีมาใน FIN ตั้งแต่ปี 2020 ครับ ซึ่งก็มีหลายๆผู้ใช้ ใช้มาอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนนั้นมีลำดับขั้นตอนดังนี้ (ให้ทำให้ครบทั้ง 3 Steps อย่าข้าม Step ใดๆครับ)

Step-1: ที่หน้า More ภายใน FIN App นั้น จะมีปุ่ม “Manage Sign in Method” ถ้าอิงจากรูปด้านบน ก็คือ ปุ่มที่อยู่ด้านบนเหนือจาก ปุ่ม Log out นั่นเอง กดเข้าปุ่มนี้ จะเข้าสู่หน้า Manage Sign in Method ครับ

หากไม่พบปุ่ม “Manage Sign in Method” ให้ กด Update FIN ใน App Store ให้เป็น Version ล่าสุด และ (ถ้าจำเป็น) ให้ Update iOS ให้เป็น Version 12 ขึ้นไปนะครับ (ปัจจุบัน iOS Version ล่าสุดคือ Version 17)

Step-2: ดูจากรูปด้านบน กลุ่มลูกศรสีแดง ให้เลือก Link วิธีการ Login อื่นๆ ที่ต้องการ ซึ่งก็จะมี วิธี Sign in with Apple (หรือในหน้าจอจะเขียนว่า Apple ID) และ วิธีแบบ FIN ID (ที่จะให้คุณผู้ใช้ กำหนด Username ด้วยตนเอง)


ถ้าให้แนะนำ วิธีแบบ Apple ID นั้น จะค่อนข้างราบลื่นและง่ายที่สุดโดยที่ คุณผู้ใช้ไม่ต้องจำ Password ใดๆ เพราะทุกอย่างเก็บอยู่ภายใน Apple ID นั้นๆ แต่ว่า กรณีมีเครื่อง iOS, iPadOS มากกว่า 1 เครื่อง หากเครื่องต่างๆ เหล่านั้นต้องการ เข้า FIN Account เดียวกัน สิ่งจำเป็นคือ ทุกเครื่องจะต้อง Login Apple ID เดียวกันหมดนะครับ ที่ระดับของ iOS เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เข้าสู่ FIN Account เดียวกันได้

และ กรณีที่ ภายหลังกดปุ่ม Sign in with Apple แล้ว นิ่งๆ ไม่มีขึ้น หน้าจออะไรให้ทำต่อ ถ้าเจอปัญหาลักษณะนี้ แนะนำ Shut Down iOS เครื่องนี้ (กดเข้า iOS Setting > General > Shut Down) แล้วเปิดเครื่องใหม่อีกรอบครับ โดยสถิติปัญหาเหล่านี้จะหายไปครับ แต่นานๆ จะเกิดเคสลักษณะนี้นะ ไม่ได้เกิดทุกครั้งครับ


เมื่อกดปุ่ม Link แต่ละวิธีการ ก็จะเข้าสู่หน้าจอในแต่ละรูปแบบไปนะครับ ก็ทำให้เสร็จสิ้นเรียบร้อย

กรณีของ Apple ID นั้น เพียงแค่ทำตาม flow ของหน้าจอของ Apple ครับ มีการให้เลือกว่าจะแสดง Display Name รวมถึงจะ ให้ Show หรือ Hide Email ตามที่ต้องการได้เลย

กรณีของ FIN ID นั้น ถ้ากด Link ก็จะเข้าสู่ขั้นตอน การ ให้สร้าง Username, Password และ Email ครับ ก็ทำให้จบขั้นตอน จากนั้นจะกลับมาสู่หน้า Manage Sign in Method อีกครั้ง ให้ทำ Step-3 ต่อ

Step-3: ให้กดติ๊กถูก ที่ด้านหน้าของวิธีการที่เพิ่ง Link ไปใน Step-2 ครับ จุดนี้จะเป็นการบอก FIN ว่าในการ Login ครั้งต่อไป ให้ใช้วิธีการ ที่ติ๊กถูกด้านหน้าที่เลือกไว้ ในการประมวลผลการ Login ครับ ให้กดข้อนี้ให้สำเร็จนะครับ ถึงจะเป็นการทำให้ครบถ้วนกระบวนการของการเปลี่ยนวิธี Login FIN Account

ส่วนวิธีการไหน ไม่ต้องการใช้แล้ว ก็กดปุ่ม Unlink (ปุ่มสีแดง ที่อยู่ด้านหลังชื่อวิธีการ Login นั้นๆ) นะครับ เพื่อเป็นการทำให้ทุกอย่าง เรียบร้อยสมบูรณ์

ง่ายๆ เท่านี้ครับ สำหรับวิธีการเปลี่ยนวิธี Login FIN Account กรณีมีเครื่องใหม่ในอนาคต ก็ แค่โหลด FIN จาก Apple App Store แล้วก็กด Login FIN Account ตามวิธีการใหม่ที่เลือกได้เลย ข้อมูลทุกอย่างตามมาครบถ้วน

Download FIN บน Apple App Store ได้ที่ https://apple.co/2HSKplH



หากมีคำถามใดๆ สามารถติดต่อมาช่องทาง Feedback ภายใน App หรือ กดเข้าหน้า More > Support Channel & Tools (เมนูล่างสุดในหน้า More) และเลือก FIN Email หรือ FIN Facebook ได้ทั้งหมดนะครับ หรือส่งอีเมลโดยตรงมาที่ Address ในรูปด้านล่างนี้

แนะนำฟีเจอร์ใหม่: FIN Today Wealth Change Live Tracking

8 Sep 2023FIN Version 4.0.13 ใหม่ มีความสามารถใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี iOS Live Activity มาช่วยในการแสดงผลข้อมูลให้กับผู้ใช้ได้รวดเร็ว ต่อเนื่อง ตลอดเวลา กับ ฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Today Wealth Change Live Tracking ครับ



ก่อนที่จะลงรายละเอียด มาดูหน้าจอตัวอย่างกันก่อนตามภาพตัวอย่างด้านล่างนี้

จากภาพด้านบนนั้นคือ Lock Screen บน iOS ที่จะแสดงผลข้อมูล Today Wealth Change แบบต่อเนื่องจนกระทั่ง update ครบทุก asset ใน portfolio ที่กำหนดครับ สามารถระบุได้มากกว่า 1 portfolio ได้ หรือจะทุก portfolios ก็ได้

นอกจากนั้น หากเครื่อง iPhone ของผู้ใช้นั้นมี Dynamic Island (เครื่องตั้งแต่รุ่น iPhone 14 Pro เป็นต้นไป) นั้น FIN จะรองรับการแสดงผลข้อมูลบน Dynamic Island ได้ด้วยเช่นกัน ทั้งแบบ ย่อ และ แบบขยาย ตามภาพตัวอย่างด้านล่างนี้

การแสดงผลที่ด้านบนสุด ตรง Dynamic Island แบบย่อ Compact
ตอนแตะที่ Dynamic Island เพื่อขยายดูข้อมูล (Expand)

ดังนั้นแล้ว หากเครื่อง iPhone ของคุณผู้ใช้รองรับ Always-on display (เปิดหน้าจอตลอด) และ Dynamic Island นั้น ก็จะได้รับประโยชน์เต็มๆ อย่าง ฟีเจอร์ใหม่นี้ครับ เพราะข้อมูลจะแสดงผลแบบ Live ตลอดเลย จนกระทั่งจบรอบการ Update

หากคุณผู้ใช้ได้ใช้ FIN มาตั้งแต่ ยุคต้นๆ (ช่วงปี 2015) ฟีเจอร์หลัก ณ จุดเวลานั้นคือ Push Notification ที่ส่งข้อความ สรุปมูลค่า การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของกองทุนที่บันทึกไว้ ไม่ว่าจะอยู่ใน portfolio หรือ watchlist มาในรูปแบบของ Notification ทุกเย็นวันทำการ อันนั้นจัดเป็น อะไรที่มีประโยชน์มากพอสมควรแล้ว เมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน เมื่อมีความสามารถใหม่นี้ จะทำให้คุณผู้ใช้ เห็นข้อมูลเหล่านี้ และ การแสดงผลเป็นแบบ Live ตลอดเวลาของรอบการ Update โดยการแสดงผลนั้นจะสรุปกระชับ และ จัดเรียงสวยงามบนหน้าจอครับ เป็นประสบการณ์การใช้งานในขั้นที่ดีกว่าการอ่าน Push Notification Message ขึ้นไปอีกนั่นเอง 🙂


วิธีการใช้ความสามารถใหม่นี้ เพียงแค่เปิด FIN ด้วย Version ล่าสุด (Version 4.0.13) และเข้าหน้า Portfolio แล้วจะเห็น ปุ่ม Live อยู่ตรงข้างๆ ชื่อ Portfolio ทางด้านขวา ตามรูปด้านล่าง

เมื่อกดเข้าไปแล้ว จะเห็นหน้าจอให้ตั้งค่าควบคุม ว่าจะ Live Tracking Portfolio ใดบ้าง และสามารถกำหนดเวลาการหยุด Live Tracking ได้ หรือในหน้าจอที่เรียกว่า Stop Condition ก็มีอยู่หลายเวลาครับ ลองเลือกได้ตามที่ต้องการ

จากนั้นเมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว กดปุ่ม Start Tracking ก็จะเป็นการเริ่มทำงานของฟีเจอร์นี้แล้ว สามารถปิดหน้าจอ หรือ กดไปใช้ App อื่นๆ ได้ เลย เดี๋ยวข้อมูลต่างๆ จะตามไปตาม Dynamic Island เมื่อมีการ update ข้อมูลครับ



จุดสำคัญที่สุดหลังจาก Start Tracking ในครั้งแรก นั่นคือ ที่หน้าจอ Lock Screen จะมีการถาม Permission ครับ ให้กด Allow นะครับ เพื่อให้ฟีเจอร์นี้ทำงานต่อไปได้ในครั้งถัดๆ ไป ตามตัวอย่างหน้าจอด้านล่างนี้

การแสดงผล Today Wealth Change Live Tracking ตรงนี้ เมื่อการ update นั้นครบถ้วนทุกกองทุนแล้ว ที่ Dynamic Island ก็จะไม่มีการแสดงผลใดๆ ของ FIN แล้วนะครับ แต่ในส่วนของ Lock Screen ก็ยังคงค้างอยู่ ประมาณ 30 นาที ถึงจะหายไปครับ


กรณีที่ต้องการ ยกเลิกการใช้ Today Wealth Change Live Tracking สำหรับรอบนั้นๆ ทำได้หลายวิธี

วิธีที่ 1: ที่หน้าจอ Lock screen นั้น ให้แตะ แล้ว swipe left ตวัดไปทางซ้าย เพื่อ ปิด Live Tracking ของ FIN ได้ครับ

วิธีที่ 2: กดเข้า FIN ไปที่หน้า Portfolio แล้วกด ปุ่ม Live (ปุ่มจะเป็นสีเหลืองเข้ม) ก็สามารถเข้าไป Stop ตรงนั้นก็ได้เช่นกัน แล้วแต่คุณผู้ใช้สะดวกครับ


รายละเอียดข้อมูลที่แสดงผลในความสามารถใหม่นี้

  1. จำนวนกองทุนที่อยู่ในข่ายการ Update (ขึ้นกับ Portfolio ที่เลือก Live Tracking) และ จำนวนกองที่ Updated แล้วของวันนี้ และ % Progress ของการ Update ซึ่งใช้จำนวนกองทุน เป็นตัวนับ % Progress

  2. ค่าสรุปว่า กองที่กำลัง Live Tracking อยู่นั้น มี Wealth Change ของวันนี้ เปลี่ยนไป +/- เท่าไร และ นับรวมกับกองอื่นๆ (ขึ้นกับ Portfolio ที่เลือก) เป็นค่า Sum ออกมา

  3. ค่า % ของ Today Wealth Change นั้นๆ เทียบกับ Active Cost ของ Portfolio ที่เลือก ก็จะได้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของ Wealth ในวันนี้ คิดเป็นกี่ % ของต้นทุนที่มีอยู่ (ขึ้นกับ Portfolio ที่เลือก Live Tracking


ค่า Today Wealth Change นั้น เป็นค่า metric ใหม่ ที่ไม่เคยมีใน FIN มาก่อนนะครับ ภายใน FIN version ก่อนหน้านี้ จะมีค่า metric ที่เรียกว่า Total 1-day chg อันนั้น จะไม่เหมือนกับ Today Wealth Change ซะทีเดียว อธิบายโดยรายละเอียดดังนี้

Total 1-day chg นั้น จะคิดการเปลี่ยนแปลง โดยอิง NAV Date วันล่าสุด เทียบกับวันก่อนหน้า สมมติว่า ถ้าติดวันหยุดกองทุนนั้นๆ ค่า 1-day chang ก็ยังนำมูลค่าการเปลี่ยนแปลงมาคิดนะครับ เพราะ จะอิงตาม NAV Date วันล่าสุด เทียบกับวันก่อนหน้าเสมอๆ (ไม่สนใจวันหยุด เพราะว่า ไม่มีวันหยุดในฐานข้อมูล NAV Date List จะเป็นวันต่อเนื่องทุกวัน เพียงแค่จะข้ามวันหยุดไปในชุดข้อมูล)

ส่วน Today Wealth Change นั้น ตามชื่อเลยครับ คิดการเปลี่ยนแปลงมูลค่าอิงตาม วันในปฏิทิน จริง ถ้ากองทุนไหนเริ่ม update ราคาหลัง 6 โมงเย็นวันทำการ ก็จะถูกนำมาคิด Wealth Change สะสมครับ แต่ถ้ากองไหนไม่มีการ update ในวันนั้นๆ เพราะ เป็นวันหยุด ค่า Wealth Change ของกองที่เป็นวันหยุดนี้คือ 0.0 เพราะไม่มีการขยับในวันนั้นๆ เพราะเป็นวันหยุด

ดังนั้นแล้ว ค่า Today Wealth Change จะสะท้อน ให้เป็น Wealth Change ของจริง ในวันนั้นๆ ที่ใช้ Live Tracking

ในอนาคต ค่า metric ใหม่นี้ Today Wealth Change ก็จะแสดงในหน้า Portfolio เช่นกันครับ อยู่ใน Roadmap การพัฒนานำค่า metric นี้ไปใช้แสดงผลในหลายๆ ที่ภายใน FIN ต่อไป


ข้อจำกัดของ FIN Today Wealth Change Live Tracking

FIN Today Wealth Change Live Tracking นั้นจะทำงานในช่วงเวลา 6.00pm (หกโมงเย็น) – 0.00am (เที่ยงคืน) ของวันทำการนั้นๆ เท่านั้น นอกเหนือจากเวลานี้ จะไม่สามารถใช้ FIN Today Wealth Change Live Tracking ได้

ในกรณีที่ บาง บลจ. update ข้อมูลราคา ไม่ทัน ภายในค่ำคืนนั้น เช่น update ในเช้าวันทำการถัดไป (นานๆ จะเกิดเคสนี้) การ update Today Wealth Change นั้นก็จะไม่รวมกองทุนของ บลจ. นั้นๆ ครับ

นั่นแปลว่า กรณีที่ Progress การ Update ยังไม่ครบ 100% นั้น แถวๆ ช่วงเที่ยงคืน อาจจะจบการ Update ครับ แม้ว่า Progress จะไม่ครบ 100% ก็ตาม อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปจะไม่ค่อยเกิดเคสเหล่านี้ คุณลองใช้งานดูได้ครับ 🙂

และข้อจำกัดอีกข้อคือ FIN Today Wealth Change Live Tracking นั้น จะทำงานได้เฉพาะบน iPhone ในช่วงต้น แล้วเดี๋ยวเมื่อ iPadOS version 17 ออกแล้วก็จะใช้บน iPadOS ได้ด้วย แต่ FIN บน Apple Silicon Mac นั้น ณ จุดเวลานี้ จะยังไม่สามารถใช้ความสามารถใหม่นี้ได้นะครับ (ยังไม่มี LiveActivity Framework บน Apple Silicon Mac)


หากอ่านบทความถึงจุดนี้ แล้วเกิดสนใจใช้งาน แนะนำกด Update FIN ให้เป็น Version 4.0.13 ล่าสุด ซึ่งทางผมจะปล่อยขึ้น Apple App Store เร็วๆ นี้ในช่วงสัปดาห์ที่มี Event: Apple iPhone 15 Launch นะครับ และถ้าต้องการให้ได้ประสบการณ์การใช้งานขั้นสูงสุดจริงๆ แนะนำใช้บนเครื่อง ที่รองรับ Always-on display และ Dynamic Island ครับ 🙂

กด Update FIN : FIN Version 4.0.13

FIN: วิธีการ Export Transaction ใน Portfolio ออกมาเป็น CSV Files

30 Jan 2023FIN version 4.0.10 นอกเหนือจากการปรับปรุง App โดยภาพรวมแล้ว ยังมาพร้อมกับความสามารถในการ Export ข้อมูลที่บันทึกไว้ใน Portfolio ออกมาเป็นไฟล์ ในรูปแบบ CSV File เพื่อนำไป Import เข้า Spreadsheet โปรแกรมต่างๆ ต่อไปได้ด้วยนะครับ ในบทความนี้จะอธิบาย ความสามารถโดยภาพรวม และ แนะนำถึงวิธีการใช้งานฟีเจอร์ใหม่นี้

ในภาพรวมนั้น การ Export ข้อมูลออกมาจะทำได้ที่ 2 ระดับครับ ที่คุณผู้ใช้เลือกได้ตามต้องการ โดยที่ข้อมูลที่ออกมานั้น จะเป็นข้อมูล Transaction ที่คุณผู้ใช้บันทึกเข้าไปนั่นเอง ที่จะมี Transaction date, Amount, Cost per unit, units รวมถึง Notes (ถ้ามี)

ระดับที่ 1 : Export ข้อมูล Transaction ของทุกกองทุนที่บันทึกไว้ ออกมาเป็น CSV จำนวนหลายไฟล์ (จำนวนไฟล์​แปรผันตามจำนวนกองทุนที่บันทึกไว้ใน FIN Portfolio) แต่อยู่ใน Folder เดียวกัน

ระดับที่ 2 : ในกรณีที่ไม่ได้ต้องการทุกกองทุน สามารถเลือกบางกองทุนที่บันทึกไว้ใน Portfolio และสั่ง Export ออกมาเป็นเฉพาะ CSV File ของกองทุนนั้นๆ

CSV Files ที่ Export ออกมาบน iOS นั้น FIN จะใช้วิธีการ Export Files มาเก็บไว้ใน Apple FIle System ของ iOS เครื่องนั้นๆ นะครับ โดยการกดเข้าถึงนั้นจะต้องใช้ โปรแกรมของ Apple ที่เรียกว่า Apple Files หรือ ไฟล์ โดยปกติ iOS ทุกเครื่องก็จะมี Apple Files App อยู่แล้ว ส่วนวิธีการใช้งานนั้นกดข้ามไปอ่านที่ Link นี้ได้เลย

ข้อมูลเพิ่มเติม: เนื่องจากการ Export Files จำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกับ Apple Files App เลยทำให้ความสามารถนี้ทำงานได้บนเฉพาะบน iOS, iPadOS ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนบน macOS นั้น จะใช้งานความสามารถนี้ไม่ได้ ณ เวลานี้ครับ (ไม่มี Apple Files App บน macOS)

มาดูวิธีการใช้งานในแต่ละแบบกันครับ เริ่มจาก การ Export ทั้ง Portfolio ออกมา

Step A1: ที่หน้าจอ Portfolio ให้เลือก Port ที่ต้องการ Export ให้เรียบร้อย จากนั้น กดปุ่มรูปเกียร์ (ด้านซ้ายล่าง) ตามรูปตัวอย่าง

Step A2: จากนั้นจะขึ้นเมนูต่างๆ ให้เลือก เมนู Export CSV Files ซึ่งอยู่ในลำดับตามรูปด้านล่างนี้

Step A3: จะเข้าสู่เมนู Export CSV Files ซึ่งมีตัวเลือกเพิ่มเติม ตามหน้าจอด้านล่างนี้

หากกด Yes ก็คือ จะทำการ Export CSV Files ออกมาทันที

หากกด View Export Folder จะเป็นการ เปิดดู Export Folder โดยสิ่งที่จะเห็นคือ Folder ที่เป็นปลายทาง ของการ Export Files ต่างๆ ออกมา

หากกด Learn More ก็จะมาเปิดบทความนี้ เอาไว้อ่านอีกครั้งในภายหลังได้เพื่อความสะดวก

Step A4: เมื่อกด Yes ใน Step A3 ก็จะได้เสร็จสิ้นกระบวนการ Export CSV Files ของทั้ง Portfolio โดยมีปุ่มให้กด View Export Folder ได้ทันที หรือ กด Done เพื่อปิดหน้าจอ


กรณีต้องการ Export เฉพาะบางกองทุนภายใน Portfolio นั้น ก็จะง่ายคล้ายๆ กับ การ Export ทั้ง Portfolio ครับ ทำตามขั้นตอนดังนี้

Step B1: ที่หน้า Portfolio ให้กดเข้าหน้า Transaction Detail ของกองนั้นๆ ใน Portfolio ที่ต้องการ จากนั้น ที่แถบ Shortcut ด้านล่าง ภายในหน้า Transaction Detail นั้น จะมีปุ่ม Export CSV File อยู่ ตามรูปตัวอย่างด้านล่างนี้

Step B2: เมื่อกดแล้ว ก็จะคล้ายๆ Step A3 เลยครับ แต่จะเป็นการ Export เฉพาะของกองทุนนั้นๆ ที่เราสนใจเท่านั้น ตามรูปตัวอย่างนี้

ทั้งหมดนี้ก็จะง่ายและ ตรงไปตรงมาครับ

ไฟล์ CSV ที่ Export ออกมาทั้งหมดนั้น จะถูกจัดเก็บไว้ใน Apple File Systems ของ iOS เครื่องนั้นๆ โดยการเข้าถึง Files เหล่านี้ ผ่าน Apple App ที่ชื่อว่า Files หรือ ไฟล์ หน้าตา Icon App คือ รูปนี้ครับ

โดยปกติ iOS ทุกเครื่องจะมี Apple Files App ครับ ยกเว้นว่าผู้ใช้ลบ App นี้ออก ก็สามารถติดตั้งใหม่ โดย Download จาก App Store Link นี้ https://apps.apple.com/us/app/files/id1232058109

ซึ่ง Apple Files App นั้น มีความยืดหยุ่นมาก อารมณ์คล้ายๆ กับ Files Manager บน เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถ Copy, Move, Delete, Rename หรือ อื่นๆ ได้ไม่ว่าจะเก็บไว้ Local Storage ภายในเครื่องนี้เท่านั้น หรือ ย้ายขึ้น iCloud Drive หรืออื่นๆ เป็นต้น การที่เก็บไฟล์ไว้ในนี้ ก็จะสามารถ Share ต่อไปเครื่องอื่นๆ ต่อไปได้อย่างสะดวกเช่นกัน FIN เลยเลือกใช้วิธีการนี้ เพื่อความยืดหยุ่น คล่องตัวสูงสุดของผู้ใช้งาน

เมื่อ FIN Export Files ออกมาเสร็จ จะมีปุ่ม View Export Folder หากกดปุ่มนี้ โดยทั่วไป ก็จะเป็นการเปิดเข้า Folder ที่เก็บ Export CSV Files ออกมา ตามรูปตัวอย่างนี้ กรณีนี้คือการ Export ทั้ง Portfolio (Port ชื่อ TestPort1) โดยชื่อ Folder จะปรากฎอยู่ด้านบน (ที่วงสีส้มไว้) โดยจะประกอบไปด้วย ชื่อ Portfolio ตามด้วย วันที่ และ เวลา เพื่อให้แยกแยะ แต่ละ Folder ได้ออกนะครับ ว่า คือจาก Port ไหน และ สั่ง Export ออกมาเมื่อเวลาไหน

แต่ละไฟล์ (ในเคสตัวอย่างนี้) คือ มีทั้งหมด 4 กองทุนใน TestPort 1

หากใช้นิ้วแตะที่ไฟล์นั้นๆ เลย ก็จะเป็นการเปิด Preview ครับ สามารถใช้นิ้ว แหวกหุบในหน้าจอ Preview ได้ หรือ จะกดปุ่ม Share Airdrop หรือ อื่นๆ ต่อไปได้ด้วยเช่นกัน มีปุ่ม Share ต่ออยู่ด้านล่างซ้าย ตามรูปตัวอย่างด้านล่างนี้

แต่ถ้า ใช้นิ้วแตะค้างไว้ (ไม่แตะปล่อยทันที) ก็จะขึ้นเมนู เพิ่มเติมขึ้นมา (อารมณ์เดียวกับ click ขวาด้วย mouse บน File Manager ที่ใช้บนคอมพิวเตอร์) ตามรูปตัวอย่างนี้

การใช้นิ้วแตะค้างตรงนี้ สามารถทำที่ระดับ Folder ได้ด้วยเช่นกันนะครับ วิธีการเดียวกันแค่แตะค้างที่ Folder Name

Apple Files นั้น ที่ระดับ Root สูงสุด จะมีโครงสร้างของ Folder ตามรูปด้านล่างนี้ครับ

ซึ่ง FIN จะ Export CSV File ออกมา อยู่ใน “ใน iPhone ของฉัน” (หรือถ้าตั้งแสดงผลภาษาอังกฤษไว้จะชื่อ On My iPhone) > FIN (Folder ชื่อ FIN ที่มี App Icon ของ FIN แปะอยู่ที่ Folder) > Portfolio Export ตามรูปด้านล่างนี้

และเมื่อกดเข้าไป ก็จะเป็น ศูนย์รวมของ การ Export ในแต่ละครั้งของผู้ใช้เลยครับ โดยหลักการตั้งชื่อ Folder นั้น จะตรงไปตรงมา ตามรูปตัวอย่างด้านล่าง

ถ้าเป็นการ Export ทั้ง Portfolio ก็จะขึ้นต้นด้วยชื่อ Port ตามด้วย วันที่และเวลา

ถ้าเป็นการ Export เฉพาะกองใดกองหนึ่ง ก็จะขึ้นต้นด้วย ชื่อกอง ตามด้วยวันที่และเวลา นั่นเอง

การลบ Files, Folder ตรงนี้สามารถทำได้ใน Apple Files App ได้เลยนะครับ (แตะค้าง แล้วจะขึ้นเมนูเพิ่ม) หรือ กดเข้าไปใน FIN ไปที่หน้า More > เลือกเมนูด้านล่างสุดที่ชื่อ Support Channel & Tools แล้วเลือก Empty CSV Export Folder ก็ได้เช่นกันครับ จะลบทิ้งทุก Folders ครับ แต่ทั้งหมดนี้ เป็นการลบเฉพาะ Export CSV Files นะครับ เพื่อให้ ดูโล่ง ไม่รกเกินไป จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการ ลบข้อมูลใดๆ ภายในระบบของ FIN App จึงเป็น Operation ที่ปลอดภัยครับ

หากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีใช้ Apple Files App เพิ่มเติมได้ที่ Link https://support.apple.com/th-th/guide/iphone/iphc61044c11/ios

ลองใช้ดูนะครับ กรณีที่ต้องการ Export Transaction ออกไปเป็น CSV Files เพื่อใช้ต่อใน Spreadsheet หากมีคำถาม ใดๆ สามารถติดต่อมาได้ใน App ผ่านหน้า Feedback (ข้างๆ หน้า More) หรือ ทาง Facebook Page ได้เช่นกันตามปกติครับ

ขอบคุณครับ 🙂

FAQ: วิธีแก้ปัญหา กรณีเจออาการ App ค้าง ในหน้า Portfolio

28 July 2022 – หากคุณผู้ใช้ เจออาการ App ค้างในหน้า Portfolio เมื่อ กดเข้าดู Transaction Detail ของกองทุนที่บันทึกไว้ แล้วนิ่ง กดแล้วไม่ไปไหน รวมถึง อาการตอนที่จะ Switch Transaction แล้วเลือก กองทุนต้นทางจาก List เมื่อ scroll list แล้ว มันแปลกๆ scroll ไม่ลง เด้งกลับที่เดิม อาการทำนองนี้ บทความนี้จะมีวิธีแก้ปัญหาลักษณะนี้ครับ

ปัญหานี้ถูกวิเคราะห์สาเหตุและมีวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครับ ซึ่งสาเหตุนั้น เป็น Bug ของ iOS ในส่วนของ Text Size ใน Accessibility ซึ่งในเรื่องนี้ มีวิธีจัดการแก้ไขที่จบปัญหาได้เลย ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับ การไปตั้งค่าใน iOS Settings ในส่วนของ Accessibility ครับ

ในระบบของ iOS และ iPadOS นั้น เราสามารถจัดการเรื่อง Accessibility ตรงนี้ได้ 2 รูปแบบ (เลือกทางใดทางหนึ่ง)

แบบที่ 1: คือ ตั้งค่า Accessibility สำหรับ ทั้งระบบของ iOS (Global Settings)

แบบที่ 2: คือ ตั้งค่า Accessibility “เฉพาะ” สำหรับ App บาง App ใน iOS (หรือเรียกว่า Per-App Settings)

จุดนี้ ขึ้นอยู่กับ คุณผู้ใช้นะครับ ว่าต้องการตั้งแบบไหน ถ้าให้ไม่กระทบต่อภาพรวม ก็ทำแบบที่ 2 ก็เพียงพอครับ แต่กรณีเผลอตั้งค่าให้กับทั้งระบบแล้วอาจจะลืมไปแล้วว่าเคยตั้งค่าเหล่านี้ด้วยสาเหตุต่างๆ และ ต้องการปรับแก้ทั้งระบบ ก็ทำแบบที่ 1 ครับ

แต่โดยหลักการทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะตั้งที่ แบบที่ 1 หรือ แบบที่ 2 นั้น จุดสำคัญของการแก้ปัญหาเรื่อง App ค้าง (หรือเรียกว่า App Freeze) ใน FIN ในเคสนี้ นั้น คือ ต้องเข้าไปควบคุมในส่วนของ Text Size (ของเมนู Larger Text) ให้ปรับใช้ Default Text Size ครับ


วิธีจัดการปัญหานี้ด้วยการตั้งค่าแบบที่ 1 (Global Settings) ให้กดตาม Steps ดังนี้

  1. กดเข้า iOS Setting เพื่อ ตั้งค่าครับ
  2. Scroll ลงไปตรง Accessibility นะครับ กดเข้าไปฮะ
  3. กดต่อเข้าไปตรง Display & Text Size (เมนูลำดับต้นๆ) เพื่อปรับขนาดตัวอักษร กดเข้าไปครับ
  4. จากนั้น กดตรง Larger Text ครับ เพื่อเข้าไปในนั้น
  5. เมื่อเข้าไปแล้ว มันจะมี แถบ slider ด้านล่างสุด ให้ปรับ มาอยู่ตรงกลางนะครับ ส่วนที่ด้านบน มี switch ให้เลือก ก็ให้ปิดไปก่อนครับ

คือ พยายาม set หน้าจอ ให้เป็นไปตาม ตัวอย่างหน้าจอด้านล่างนี้

แล้วลอง ปิด เปิด FIN แล้วเข้า FIN ใหม่ฮะ น่าจะปกติแล้วครับ


วิธีจัดการปัญหานี้ด้วยการตั้งค่าในแบบที่ 2 (Per-App Settings) ตั้งค่า Accessibility แบบ Per-App ความหมายคือ เราสามารถตั้งค่าเรื่องขนาด Text Size หรืออื่นๆ ในกลุ่ม Accessibility ที่ทำตามแบบที่ 1 ด้านบน ให้มีผล Apply กับเฉพาะ App ใด App หนึ่งได้

ซึ่งสามารถทำได้ที่หน้า iOS Setting > Accessibility แล้ว scroll ลงไปด้านล่างสุด จะเห็นปุ่ม “Per-App Settings” ให้กดเข้าไป แล้ว Add App ก็เลือก FIN ครับ จากนั้น จะขึ้น App FIN ในหน้า Per-App Settings ตรงนั้น ก็กดเข้าไปตั้งค่า Accessibility ในส่วนของ Larger Text โดยปรับให้เป็น Default Font Size ให้กับเฉพาะ FIN ได้ครับ อ้างอิง: https://support.apple.com/guide/iphone/per-app-settings-iph1f48544ab/ios ตามตัวอย่างหน้าจอด้านล่างนี้ ตัว Slider ด้านล่างนั้น น่าจะอยู่ที่ Step ที่ 4 ของ Slider (อิงตามรูปหน้าจอด้านล่างนี้) ซึ่งคือค่า Default อย่างไรก็ตาม จุดนี้ อาจจะลอง ค่อยๆ ปรับดูได้ครับ ว่าที่ระดับใดคือที่คุณผู้ใช้ต้องการ และ ใช้แล้วไม่เกิดอาการ App Freeze แต่ ค่า Default (Step 4) น่าจะ ok สุดครับ ลองปรับจูนได้ได้นะครับ 🙂

แล้วลอง ปิด เปิด FIN แล้วเข้า FIN ใหม่ฮะ น่าจะปกติแล้วครับ

ทั้งหมดนี้คือวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (workaround) นะครับ ปัญหานี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับ การ แสดงผลของ iOS ในเชิง Text Font Size ที่ไม่ใช่ค่าปกติ จะมี bug กับ user interface บางอย่าง ซึ่ง จุดนี้ ไม่สามารถ แก้ได้ด้วย Code ของฝั่ง FIN ณ เวลานี้นะฮะ อาจจะต้องรอ ทาง Apple แก้เรื่องนี้ ใน iOS Version อนาคตครับ

ลองดูครับ หากมีคำถามอื่นใด screen capture หรือ ถ่าย video ส่งมาให้วิเคราะห์เพิ่มเติมได้ครับ

FAQ: วิธีตั้งค่าควบคุมการแสดงผล Portfolio ใน FIN

29 July 2022 – FIN Version 4 มีการปรับปรุงใหญ่ในส่วนของ Portfolio ซึ่งมีความสามารถเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และ FIN มีผู้ใช้ที่ค่อนข้างหลากหลายกลุ่ม หลากหลายความต้องการ จึง มี Options ให้คุณผู้ใช้กำหนดการตั้งค่า แสดงผลต่างๆ ได้ ตามความต้องการของแต่ละผู้ใช้ ในบทความนี้ จะอธิบายถึง วิธีการตั้งค่าเพื่อควบคุมการแสดงผลในหน้า Portfolio แบบใหม่ครับ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนนะครับ คือ ส่วนที่ ควบคุมการแสดงผลในแต่ละกอง และ อีกส่วนหนึ่งก็คือ การควบคุม Layout ของหน้าจอบน iPadOS ครับ (ว่าจะ Split View 2 ฝั่ง หรือว่า Single View แบบคล้ายๆ version เก่า)

ก่อนจะตั้งค่าควบคุมการแสดงผลเหล่านี้ แนะนำให้ Update FIN ให้เป็น version 4.0.7 หรือล่าสุดครับ โดยกดได้ที่ App Store Link https://apple.co/2HSKplH

ส่วนที่ 1: การควบคุมการแสดงผลในแต่ละกองทุน ในหน้า Portfolio (ทำได้ทั้งบน iOS และ iPadOS)

ขั้นตอนแรกสุด ให้กดที่ปุ่ม Manage ในหน้า Portfolio ตามรูปครับ

กดที่ปุ่ม Manage

เมื่อเข้าไปที่หน้า Portfolio Manage แล้ว จะมี Options ให้ควบคุมการแสดงผลเพิ่มเติม 2 Options ตามรูปด้านล่างนี้

การตั้งค่าตรงนี้ จะเป็นการตั้งค่าของแต่ละ Portfolio นะครับ (Per-port configuration) ดังนั้นแล้วก็ตั้งค่าได้ตามที่ต้องการครับ ว่าต้องการจะให้ แสดง Insight หรือไม่ หรือ จะให้ปิดการแสดงผล % TWR หรือไม่อย่างไร ตรงนี้ กำหนดได้ตามความต้องการของผู้ใช้ทั้งหมดครับ จากนั้นกด Done

กรณีที่เลือกที่จะปิดการแสดงผล Insight ในแต่ละ Asset (แต่ละกองทุน) และ ปิดการแสดงผล %TWR ก็จะได้หน้าจอ คล้ายกับ version เก่าครับ และ หากต้องการแสดงผล ให้ย่อกว่านี้ ตรง Manage นั้น จะมี Option “แสดงผลแบบเต็มรูปแบบ” อันนั้นให้ปิดด้วยนะครับ ก็จะได้ การแสดงผลที่ ย่อที่สุดครับ

ส่วนที่ 2: การควบคุม Layout การแสดงผลบน iPadOS (ไม่มีการตั้งค่าเรื่องนี้บน iOS)

ใน FIN ใหม่ ค่าเริ่มต้นจะแสดงผลแบบ Split View ที่มีแถบหน้าจอแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ซ้ายและขวา ตามรูปด้านล่างนี้ ซึ่งจะแสดงแถบสี ให้เห็นว่ามี 2 ฝั่งครับ กรณีที่ต้องการ ปรับ Layout การแสดงผลตรงนี้ ให้กดปุ่มรูปเกียร์ ตามที่ลูกศรสีแดงชี้ตามรูปนะครับ

เมื่อกดปุ่มรูปเกียร์แล้ว จะมีเมนูย่อยแสดงขึ้นมา ก็เลือก Prefer Single View ได้ครับ เพื่อปรับ Layout การแสดงผล จาก 2 ฝั่ง ให้เหลือเพียงฝั่งซ้ายฝั่งเดียวแบบขยายเต็ม ตามรูปหน้าจอตัวอย่างด้านล่างนี้

เมื่อกดเลือกแบบ Prefer Single View แล้วก็จะได้หน้าจอแบบด้านล่างนี้ครับ ซึ่งก็จะใกล้เคียงกับ Version เก่า และ ยังสามารถควบคุมการแสดงผลในแต่ละ กองทุนได้ ตามคำแนะนำด้านบนในส่วนที่ 1 นะครับ

กรณีที่ต้องการปรับเป็น Split View 2 หน้าจอ ก็ทำได้โดยการกดปุ่มรูปเกียร์ และ เลือก Prefer Split View สลับกับไปมาได้ครับผม

ที่หน้า Fund Rank ก็ทำได้เช่นกันครับ ลักษณะวิธีการสลับโหมดการแสดงผล จะอยู่ที่ปุ่มขวาบน ข้างๆ ปุ่ม Search ในหน้า Fund Rank นะครับ

และแนะนำเพิ่มเติมครับ FIN เป็น App ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทำงานบน ระบบ iOS, iPadOS ให้ดีที่สุด โดยรองรับหลายๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ของ Apple Platform ดังนั้นแล้ว ความสามารถต่างๆ บน iPadOS อย่าง Split View นั้น ใน FIN ก็ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี บน iPadOS นั้น เราสามารถ ทำพวก splitview ได้ครับ อาจจะดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=YbaiZS_G2a4 การแบ่งหน้าจอ ออกเป็น 2 ส่วน หรือ 1/3 ส่วน เพื่อเปิดควบคู่กับ app อื่นๆ

และ FIN ใหม่นั้น รองรับ iPadOS แบบ Multiple Windows ได้ด้วยนะครับ (เปิด FIN พร้อมกัน มากกว่า 1 หน้าจอใน iPad OS splitview) ดู demo ได้จาก video นี้ครับ

https://drive.google.com/file/d/1myKr7yx76xLYMmGJhHp4WmT_buPkSsct/view?usp=sharing เผื่อกรณี มีท่าการใช้งานต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ยืดหยุ่นครับ

ลองดูนะฮะ หากมีคำถามอื่นใด เขียนมา cross check กันได้ตลอดนะครับผม ขอบคุณครับ :]