FAQ: วิธีแก้ปัญหา กรณีเจออาการ App ค้าง ในหน้า Portfolio

28 July 2022 – หากคุณผู้ใช้ เจออาการ App ค้างในหน้า Portfolio เมื่อ กดเข้าดู Transaction Detail ของกองทุนที่บันทึกไว้ แล้วนิ่ง กดแล้วไม่ไปไหน รวมถึง อาการตอนที่จะ Switch Transaction แล้วเลือก กองทุนต้นทางจาก List เมื่อ scroll list แล้ว มันแปลกๆ scroll ไม่ลง เด้งกลับที่เดิม อาการทำนองนี้ บทความนี้จะมีวิธีแก้ปัญหาลักษณะนี้ครับ

ปัญหานี้ถูกวิเคราะห์สาเหตุและมีวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครับ ซึ่งสาเหตุนั้น เป็น Bug ของ iOS ในส่วนของ Text Size ใน Accessibility ซึ่งวิธีจัดการปัญหานี้ ให้กดตาม Steps ดังนี้

  1. กดเข้า iOS Setting เพื่อ ตั้งค่าครับ
  2. Scroll ลงไปตรง Accessibility นะครับ กดเข้าไปฮะ
  3. กดต่อเข้าไปตรง Display & Text Size (เมนูลำดับต้นๆ) เพื่อปรับขนาดตัวอักษร กดเข้าไปครับ
  4. จากนั้น กดตรง Larger Text ครับ เพื่อเข้าไปในนั้น
  5. เมื่อเข้าไปแล้ว มันจะมี แถบ slider ด้านล่างสุด ให้ปรับ มาอยู่ตรงกลางนะครับ ส่วนที่ด้านบน มี switch ให้เลือก ก็ให้ปิดไปก่อนครับ

คือ พยายาม set หน้าจอ ให้เป็นไปตาม ตัวอย่างหน้าจอด้านล่างนี้

แล้วลอง ปิด เปิด FIN แล้วเข้า FIN ใหม่ฮะ น่าจะปกติแล้วครับ

หรืออีกวิธีการหนึ่งคือ ตั้งค่า Accessibility แบบ Per-App ซึ่งสามารถทำได้ที่หน้า iOS Setting > Accessibility แล้ว scroll ลงไปด้านล่างสุด จะเห็นปุ่ม “Per-App Settings” ก็ลองดูได้เช่นกันนะครับ

ทั้งหมดนี้คือวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (workaround) นะครับ ปัญหานี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับ การ แสดงผลของ iOS ในเชิง Text Font Size ที่ไม่ใช่ค่าปกติ จะมี bug กับ user interface บางอย่าง ซึ่ง จุดนี้ ไม่สามารถ แก้ได้ด้วย Code ของฝั่ง FIN ณ เวลานี้นะฮะ อาจจะต้องรอ ทาง Apple แก้เรื่องนี้ ใน iOS Version อนาคตครับ

ลองดูครับ หากมีคำถามอื่นใด screen capture หรือ ถ่าย video ส่งมาให้วิเคราะห์เพิ่มเติมได้ครับ

FAQ: วิธีตั้งค่าควบคุมการแสดงผล Portfolio ใน FIN

29 July 2022 – FIN Version 4 มีการปรับปรุงใหญ่ในส่วนของ Portfolio ซึ่งมีความสามารถเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และ FIN มีผู้ใช้ที่ค่อนข้างหลากหลายกลุ่ม หลากหลายความต้องการ จึง มี Options ให้คุณผู้ใช้กำหนดการตั้งค่า แสดงผลต่างๆ ได้ ตามความต้องการของแต่ละผู้ใช้ ในบทความนี้ จะอธิบายถึง วิธีการตั้งค่าเพื่อควบคุมการแสดงผลในหน้า Portfolio แบบใหม่ครับ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนนะครับ คือ ส่วนที่ ควบคุมการแสดงผลในแต่ละกอง และ อีกส่วนหนึ่งก็คือ การควบคุม Layout ของหน้าจอบน iPadOS ครับ (ว่าจะ Split View 2 ฝั่ง หรือว่า Single View แบบคล้ายๆ version เก่า)

ก่อนจะตั้งค่าควบคุมการแสดงผลเหล่านี้ แนะนำให้ Update FIN ให้เป็น version 4.0.7 หรือล่าสุดครับ โดยกดได้ที่ App Store Link https://apple.co/2HSKplH

ส่วนที่ 1: การควบคุมการแสดงผลในแต่ละกองทุน ในหน้า Portfolio (ทำได้ทั้งบน iOS และ iPadOS)

ขั้นตอนแรกสุด ให้กดที่ปุ่ม Manage ในหน้า Portfolio ตามรูปครับ

กดที่ปุ่ม Manage

เมื่อเข้าไปที่หน้า Portfolio Manage แล้ว จะมี Options ให้ควบคุมการแสดงผลเพิ่มเติม 2 Options ตามรูปด้านล่างนี้

การตั้งค่าตรงนี้ จะเป็นการตั้งค่าของแต่ละ Portfolio นะครับ (Per-port configuration) ดังนั้นแล้วก็ตั้งค่าได้ตามที่ต้องการครับ ว่าต้องการจะให้ แสดง Insight หรือไม่ หรือ จะให้ปิดการแสดงผล % TWR หรือไม่อย่างไร ตรงนี้ กำหนดได้ตามความต้องการของผู้ใช้ทั้งหมดครับ จากนั้นกด Done

กรณีที่เลือกที่จะปิดการแสดงผล Insight ในแต่ละ Asset (แต่ละกองทุน) และ ปิดการแสดงผล %TWR ก็จะได้หน้าจอ คล้ายกับ version เก่าครับ และ หากต้องการแสดงผล ให้ย่อกว่านี้ ตรง Manage นั้น จะมี Option “แสดงผลแบบเต็มรูปแบบ” อันนั้นให้ปิดด้วยนะครับ ก็จะได้ การแสดงผลที่ ย่อที่สุดครับ

ส่วนที่ 2: การควบคุม Layout การแสดงผลบน iPadOS (ไม่มีการตั้งค่าเรื่องนี้บน iOS)

ใน FIN ใหม่ ค่าเริ่มต้นจะแสดงผลแบบ Split View ที่มีแถบหน้าจอแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ซ้ายและขวา ตามรูปด้านล่างนี้ ซึ่งจะแสดงแถบสี ให้เห็นว่ามี 2 ฝั่งครับ กรณีที่ต้องการ ปรับ Layout การแสดงผลตรงนี้ ให้กดปุ่มรูปเกียร์ ตามที่ลูกศรสีแดงชี้ตามรูปนะครับ

เมื่อกดปุ่มรูปเกียร์แล้ว จะมีเมนูย่อยแสดงขึ้นมา ก็เลือก Prefer Single View ได้ครับ เพื่อปรับ Layout การแสดงผล จาก 2 ฝั่ง ให้เหลือเพียงฝั่งซ้ายฝั่งเดียวแบบขยายเต็ม ตามรูปหน้าจอตัวอย่างด้านล่างนี้

เมื่อกดเลือกแบบ Prefer Single View แล้วก็จะได้หน้าจอแบบด้านล่างนี้ครับ ซึ่งก็จะใกล้เคียงกับ Version เก่า และ ยังสามารถควบคุมการแสดงผลในแต่ละ กองทุนได้ ตามคำแนะนำด้านบนในส่วนที่ 1 นะครับ

กรณีที่ต้องการปรับเป็น Split View 2 หน้าจอ ก็ทำได้โดยการกดปุ่มรูปเกียร์ และ เลือก Prefer Split View สลับกับไปมาได้ครับผม

ที่หน้า Fund Rank ก็ทำได้เช่นกันครับ ลักษณะวิธีการสลับโหมดการแสดงผล จะอยู่ที่ปุ่มขวาบน ข้างๆ ปุ่ม Search ในหน้า Fund Rank นะครับ

และแนะนำเพิ่มเติมครับ FIN เป็น App ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทำงานบน ระบบ iOS, iPadOS ให้ดีที่สุด โดยรองรับหลายๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ของ Apple Platform ดังนั้นแล้ว ความสามารถต่างๆ บน iPadOS อย่าง Split View นั้น ใน FIN ก็ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี บน iPadOS นั้น เราสามารถ ทำพวก splitview ได้ครับ อาจจะดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=YbaiZS_G2a4 การแบ่งหน้าจอ ออกเป็น 2 ส่วน หรือ 1/3 ส่วน เพื่อเปิดควบคู่กับ app อื่นๆ

และ FIN ใหม่นั้น รองรับ iPadOS แบบ Multiple Windows ได้ด้วยนะครับ (เปิด FIN พร้อมกัน มากกว่า 1 หน้าจอใน iPad OS splitview) ดู demo ได้จาก video นี้ครับ

https://drive.google.com/file/d/1myKr7yx76xLYMmGJhHp4WmT_buPkSsct/view?usp=sharing เผื่อกรณี มีท่าการใช้งานต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ยืดหยุ่นครับ

ลองดูนะฮะ หากมีคำถามอื่นใด เขียนมา cross check กันได้ตลอดนะครับผม ขอบคุณครับ :]

เปรียบเทียบการคิดต้นทุนแบบ First-in , First-out (FIFO) กับแบบ Weighted Average (WAVG)

5 July 2022 – ตั้งแต่ FIN version 4.0 เป็นต้นไป ผู้ใช้ FIN สามารถเลือกกำหนด การคิดต้นทุนของแต่ละ กองทุนที่บันทึกเข้าไปใน portfolio ได้ด้วยตนเองนะครับ (ค่า default ปกติคือ FIFO แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตนเองตลอดเวลา) เนื้อหาในบทความนี้ จะทำให้เห็นภาพแบบลงตัวอย่างจริง ของการคิดต้นทุนแบบ First-in, First-out (เรียกชื่อย่อว่า FIFO) กับแบบ Weigthed Average (เรียกชื่อย่อว่า WAVG) นะครับ

ก่อนจะลงรายละเอียดตัวอย่างคำนวณจริง จะขอสรุปเนื้อหาแบบสั้นกระชับก่อนเลยฮะ ดังนี้

  • การคิดทั้ง 2 วิธีนั้น เป็นวิธีการคิดต้นทุนทางบัญชีตามปกติ ไม่มีวิธีไหน ถูกหรือผิดแต่อย่างไร เป็นแค่วิธีการคิดต้นทุนเท่านั้นครับ เป็นแนวคิดคำนวณที่ใช้ได้กับทรัพย์สินหลายรูปแบบ กองทุนรวมก็เป็นหนึ่งในนั้น

  • สไตล์การคิด จะอยู่ที่ตอนการ Sell Transaction ครับ โดยปกติเมื่อทำการขายใดๆ จะทำให้เกิดการคำนวณ Realized Profit/Loss เกิดขึ้น โดยการเทียบว่า ด้วยราคาที่ขายปัจจุบัน เมื่อเทียบกับต้นทุน นั้นกำไร หรือขาดทุน ทีนี้ ต้นทุนจะอยู่ที่จุดใดนั้น จะขึ้นอยู่กับว่า ใช้วิธีไหนคิด ถ้า FIFO ก็จะเทียบต้นทุนกับ Lot เก่าสุดที่ยังเหลือให้ขาย ถ้าเป็น WAVG ก็จะเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยกลาง

  • FIN version 4.0 เป็นต้นไป ที่จะเปิดให้ update/download ได้บน App Store นั้น ตั้งแต่วันที่ 6 July 2022 เป็นต้นไป ผู้ใช้สามารถเลือกกำหนดได้ครับ ว่า กองทุนไหน ให้คิดต้นทุนวิธีไหน ตามที่ต้องการ กด Download หรือ Update ได้ที่ https://apple.co/2HSKplH

เริ่มต้นด้วยการบันทึก Buy Transaction ของกองทุนสักหนึ่งกองก่อนเลยนะครับ กรณีนี้ขอเลือก K-USXNDQ-A(A) โดยบันทึก Buy Transaction จำนวน 2 รอบ (หรือจะเรียกว่า 2 Lots ก็ได้) ตามรูปด้านล่างนี้

การบันทึกเฉพาะ Buy transactions นั้น การคิดต้นทุน ทั้ง 2 วิธี จะได้ค่าเดียวกันเสมอ นั่นคือ 20.8796 แต่ถ้าเริ่มมี Sell Transaction นั่นจะทำให้ การคิดต้นทุนทั้ง 2 วิธีจะเริ่มได้คนละค่าต้นทุนครับ เดี๋ยวค่อยชี้ให้เห็นตัวอย่าง การคิดต้นทุน ณ ภาพนี้ คือ คิดวิธีการเดียวกันเลยครับ คือ ยอดเงินทั้งหมด 10,000 + 20,000 หารด้วย จำนวนหน่วยทั้งหมด 1,436.8068 หน่วย ออกมาต้นทุนที่ 20.8796 บาทต่อหน่วยลงทุน ตรงไปตรงมา นะครับ ทั้ง WAVG, FIFO จะได้ค่าเดียวกันเสมอครับ

ใน FIN version 4.0 เราสามารถเลือกดู Transaction ที่บันทึกได้ 3 แบบ คือ แบบปกติ ตามรูปด้านบนจะขึ้นทุก transaction ที่บันทึกเข้าไป และ ยังสามารถเลือกดูแบบ Group by Lot หรือ by Year ได้ ซึ่งจริงๆ ก็ทำได้มานานแล้ว แต่ FIN version 4.0 นั้น จะเห็นรายละเอียดมากขึ้น ตามรูปด้านล่างนี้

คือจะเห็น Lot 1 และ Lot 2 พร้อมกับ แท่งสีเขียว เพื่อให้เห็น ปริมาณหน่วยที่เหลืออยู่ใน Lot นั้นๆ นั่นเอง ทีนี้เริ่มบันทึก Sell Transaction ครับ ของวันที่ 6 July 2021 จำนวน 8,000.00 บาท ตามภาพด้านล่าง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ราคาต้นทุนเฉลี่ยของ FIFO กับ WAVG จะเริ่มแตกต่างกันแล้วครับ ตามภาพด้านบน จะเห็นว่า Avg Cost แบบ FIFO มีการเปลี่ยนค่า เป็น 20.8700 จากเดิมที่ 20.8796 ส่วนของการคิดแบบ WAVG จะเป็นไปตามรูปด้านล่าง คือได้ค่า 20.8796 เท่าเดิม นี่คือ จุดแตกต่างนั่นเอง ว่าทุกๆ Sell Transaction ที่คิดแบบ FIFO จะทำให้ Avg Cost ต่อหน่วยของกองทุนนั้นๆ มีค่าเปลี่ยนแปลงไป นั่นเป็นเพราะ FIFO ตามชื่อเลยครับ First-in, First-out เวลาขาย จะขาย Lot เก่าสุดออกไปก่อน (เป็นแนวคิดเดียวกับ ที่ใช้คิดต้นทุนในกองทุน LTF สมัยก่อน) เมื่อ Lot เก่าขายออกไปหมดแล้ว ต้นทุนเฉลี่ยก็จะขยับไปเรื่อยๆ ตาม Lot ที่ยังเหลืออยู่

มาดูรูปแบบการแสดงผลแบบ By Lot กันบ้างของการคิดแบบ WAVG ตามภาพด้านล่างนี้ จะพบว่า แท่งสีเขียว มีการหายไปบางส่วน แต่จะเกิดขึ้นกับทุกๆ Lot ในปริมาณสัดส่วนที่เท่าๆ กัน อันนี้คือ การขายแบบ WAVG ครับ คือการขายนั้น จะขายเทียบกับทุก Lot นั่นเอง (เทียบ Current Value ลบกับ ค่าต้นทุนเฉลี่ยกลางของ ทุก Lot) ทำให้เวลาขาย นั้น ต้นทุนเฉลี่ย ยังคงเป็นค่าคงที่ ตราบใดที่ไม่ได้มี Buy Transaction Lot ใหม่เข้ามาเฉลี่ยเพิ่มเติม

ถ้าเป็นการขายแบบ FIFO จะได้ แท่งเขียวตามรูปด้านล่างนี้ ซึ่งจะเห็นว่า การขายออกที่ 8,000.00 บาท หรือคิดเป็นจำนวนหน่วยลงทุนที่ 288.6356 หน่วยนั้น จะขายออกจาก Lot 1 ก่อน จากเดิม Lot 1 มีจำนวนหน่วยอยู่ที่ 478.0571 หน่วย เมื่อโดนขายออกไป 288.6356 หน่วยจะเหลือหน่วยที่ยังขายต่อได้ที่ 189.4215 หน่วย ถ้าคิดต้นทุนเฉลี่ย ณ จุดเวลานี้ จะคิดได้จาก เอา Remaining Cost ที่เหลืออยู่ของทั้ง 2 Lots นั่นคือ 3,962.32 + 20,000.00 แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยที่เหลืออยู่ทั้งหมด คือ 1,148.1712 หน่วย ได้ออกมาที่ 20.8700 นั่นเอง

ก็จะเห็นได้ว่า FIN version 4.0 นั้น สามารถช่วยอธิบายเรื่อง FIFO, WAVG แบบเห็นภาพได้ชัดเจน ด้วย แท่งสีเขียวนี้ครับ ว่าขายที่ Lot ไหนบ้าง น่าจะเป็น app ที่ช่วยทำให้เห็นภาพเรื่องนี้ได้ชัดเจนสุด และ อิงข้อมูลจริงที่บันทึก อธิบายทุกอย่างได้เป๊ะสุดแล้วครับ 🙂

ตัวอย่างต่อไป หากเราต้องการขายต่อโดยบันทึกขายต่ออีก 12,000.00 บาท จำนวนหน่วยที่ 407.5893 แบบตามรูปด้านล่างนี้ หากเป็น FIFO เราจะเห็นว่าค่าเฉลี่ยต้นทุนต่อหน่วย ขยับไปที่ 20.8605 แล้วครับ ซึ่งถ้าดูดีๆ คือ คือราคาต้นทุนของ Buy Lot 2 นั่นเอง กรณีนี้ Lot ที่ 1 ขายหมดเกลี้ยงไปแล้ว

รูปถัดไปด้านล่างนี้ แสดงผลแบบ By Lot ของ FIFO จะเห็นว่า Lot 1 กลายเป็นสีเทา ขายหมดไปเรียบร้อย ดังนั้นต้นทุนเฉลี่ยของ FIFO ที่จะใช้คือ ใช้ของ Lot ที่เหลืออยู่ ในกรณีนี้คือ Lot 2 ซึ่งต้นทุนอยู่ที่ 20.8605 ค่าเฉลี่ยต้นทุนก็จะเป็นค่าเดียวกัน

มาลองดูแบบ WAVG บ้าง ตามรูปด้านล่างนี้ครับ ต้นทุนเฉลี่ย Avg Cost ก็ยังคงเป็นค่าเดิมคือ 20.8796 และหากดู Group by Lot แท่งสีเขียวนั้น ถึงแม้ว่าเราจะทำ Sell Transaction ไป 2 รอบแล้ว การขาย ก็คือ ขายเทียบกับทุก Lot เหมือนเดิม จะไม่มี Lot ใด Lot หนึ่งขายหมดก่อน เหมือนแบบ FIFO ทุก Lot จะขายไปพร้อมๆ กัน เฉือนออกในสัดส่วนที่พอๆ กัน นั่นเอง วิธีคิดต้นทุนเฉลี่ยยังคงเหมือนเดิมคือ เอา Remaining Cost ของทุก Lot มารวมกัน และ หารด้วยจำนวนหน่วย ดังนี้ (5,154.36 + 10,308.72) / 740.5819 = 20.8796

อ่านถึงจุดนี้ คงจะเห็นภาพอย่างชัดเจนของความแตกต่างระหว่าง การคิดต้นทุนทั้ง 2 วิธีนะครับ และ FIN version 4.0 ก็สามารถช่วยอธิบายให้เห็นภาพเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนภายใน app ตามที่อธิบายไปทั้งหมด นอกเหนือจากค่าต้นทุนเฉลี่ยที่จะคิดต่างกันแล้ว ค่า Realized Profit/Loss ก็จะออกมาแตกต่างกันเช่นกันนะครับ เพราะว่า การเทียบต้นทุนกับ Lot เก่านั้น ทั้ง 2 วิธีจะใช้คนละจุดเทียบกันนั่นเอง

หากต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FIFO นั้น สามารถดูได้จากบทความเก่าในอดีต ที่ผมเคยเขียนไว้ มาประกอบเพิ่มเติมได้ครับ กดอ่านได้ที่นี่

FIN version 4.0 เป็นต้นไป ที่จะเปิดให้ update/download ได้บน App Store นั้น ตั้งแต่วันที่ 6 July 2022 เป็นต้นไป กดได้ที่ Link นี้ https://apple.co/2HSKplH โดยจะรองรับ iOS 15, iPadOS 15 และ macOS ที่ใช้ Apple Silicon Chip M1, M2 ขึ้นไปนะครับ

หากมีคำถาม ความคิดเห็นใดๆ สามารถเขียนเข้ามาในหน้า Feedback ใน FIN App ได้เลยนะครับ ขอบคุณครับผม :]

วิธีคำนวณผลตอบแทนแบบ Time-Weighted Rate of Return (TWR)

4 July 2022 — เกริ่นนำก่อนนะฮะ FIN พัฒนามาตลอดกว่าหลายปี ก็มีการเพิ่ม feature อะไรต่างๆ พอสมควร และ ล่าสุด ก็เพิ่ม วิธีการคำนวณผลตอบแทน ที่เป็น Industry standard ในแวดวง Finance เข้ามานะครับ คือการคิดผลตอบแทนแบบ TWR (Time-weighted rate of return) ซึ่งปัจจุบัน ค่อนข้างนิยมมากๆ ครับ ในกลุ่ม กองทุนรวมนะฮะ ดังนั้นตั้งแต่ FIN version 4.0 เป็นต้นไป (July 2022) FIN จะมีวิธีการคิดผลตอบแทน Total Return แบบทางเลือกด้วยวิธี TWR ซึ่งในบทความนี้จะอธิบายวิธีการคิดผลตอบแทนแบบนี้โดยมีตัวอย่างให้ดูนะครับ

หรืออาจจะ search Google ด้วย keyword “คิดผลตอบแทน twr” ก็จะเห็นบทความอธิบายเรื่องนี้ อยู่พอสมควรครับ

ซึ่ง TWR เป็น ทางเลือกนึงๆ ในการคิดคำนวณภายใน FIN นะครับ (ซึ่งเป็นทางเลือกที่ นิยมกันมากในโลก Finance) แต่ว่า หาก user รู้สึกว่า ยังไม่เคลียร์หรือกระจ่างชัดจริงๆ หรือไม่ชอบดูตัวเลข TWR นี้ ภายใน FIN จะสามารถให้ user กำหนด ปิดหรือเปิด การแสดงผล ค่า TWR ในหน้า Portfolio ได้ครับ โดยการกดที่ ปุ่ม Manage ที่หน้า Portfolio แล้ว เมื่อเข้าไปแล้ว ก็ scroll ลงมาล่างสุด จะเห็น “ปิดการแสดงผล % TWR ในแต่ละ Asset” ให้ปิด switch ไม่ให้เป็นสีเขียว ก็จบครับ 🙂 FIN จะพยายามรองรับทุกทางเลือก

FIN version เก่า  การคิด %Total Return นั้น จะใช้วิธี แบบ Simple ครับ ซึ่งใช้วิธีคิดแบบง่าย เพื่อให้เข้าใจง่าย แต่ว่าก็เป็นวิธีที่ ไม่ได้คำนึงถึง การเปลี่ยนแปลงของ cost (พวก buy/sell transaction ที่บันทึกเข้าไป) ในช่วงเวลาต่างๆ ในอดีต การคิดจะง่ายและตรงไปตรงมา (แต่ไม่ได้สะท้อน performance ที่แท้จริงของ การลงทุนนั้นๆ)  แต่ใช้งานได้ล่ะครับ เพราะหลายๆ App ก็จะยังใช้วิธีแบบ Simple Total Return แต่ เมื่อมีทางเลือกอื่นอย่าง TWR ซึ่งจัดเป็น วิธีที่นิยมกันมากพอสมควร ก็เลยสร้างมาใน FIN version 4.0 ด้วยครับ

ที่ว่าการคิดง่ายและตรงไปตรงมา คือ   เอาค่า Unrealized PL ปัจจุบัน + Dividend (ถ้ามี และถ้าต้องการนำมารวม) + Realized PL (ถ้ามี และถ้าต้องการนำมารวม) มา sum กันทั้งหมด (เป็นการ Sum ข้ามเวลาจากจุดในอดีตมาถึงปัจจุบัน)   แล้วก้อนนี้ จะหารด้วย   current active cost ทั้งหมด (cost จากอดีต “ที่เหลืออยู่” รวมๆ กันมาจนถึงจุดปัจจุบัน) ในครั้งเดียว   หารกันออกมา ได้ค่า % อันนึง จบ ซึ่ง กรณีที่กองนั้นๆ เรามี transaction ซื้อ/ขาย จำนวนมาก cost ในอดีตมันก็จะหายไปจาก current active cost ด้วยครับ ทำให้การคิด %Return ตรงนี้ พร่องหายไปครับ

ด้วยความที่วิธีนี้ factor หลายอย่างมันพร่องหายไป เพราะ % ที่ได้ นั้น คือ  มันไม่แฟร์ ต่อ  Transaction เก่าๆ ในอดีตฮะ  ถ้า transaction เก่าๆ ในอดีต ทำ % Return ไว้ดีมาก (หรือในทางตรงกันข้าม)  จะถูกกลืนหมดด้วยสูตรการคิดแบบด้านบนครับ

ก่อนจะเข้ายกตัวอย่าง ถึงจุดนี้ ให้ แยกความเข้าใจ ระหว่าง % Return กับ ปริมาณเงิน นะครับ สูตรของ TWR จะเน้นๆ ที่ % Return (ไม่ได้สนใจ ที่ปริมาณเงิน สนใจที่ค่าสัดส่วน) นั่นหมายความว่า ปกติ % Return นั้น จะคิดจากการนำ ตัวเลขปริมาณเงิน A หารด้วย ตัวเลขปริมาณเงิน B เป็นค่าสัดส่วนออกมา จะเห็นว่า การหารกันตรงนี้ ปริมาณเงิน มันจะไม่อยู่ในสมการให้เห็นแล้วนะครับ เป็น % ทั้งหมด (เป็นค่า สัดส่วน)

ยกตัวอย่างนะครับ สมมติ ลงทุนกองทุนนึง เริ่มที่ 1 ล้านบาทถ้วน (Lot 1) ลงทุนวันที่ 1 July 2021

ผ่านไป 6 เดือน (วันที่ 1 Jan 2022) Current Value ของกองนี้อยู่ที่ 1.5 ล้านบาท (%Return ณ จุดเวลานี้คือ 50%)
ซึ่ง ณ จุดนี้ มีการลงทุนเพิ่มอีก 1 ล้านบาทด้วย (Lot 2) ในวันนั้น รวม Current Value จุดนี้คือ 2.5 ล้านบาท

ผ่านไปอีก 6 เดือน ณ วันที่ 1 July 2022 Current Value อยู่ที่ 2.0 ล้านบาท ok หยุดที่จุดเวลานี้ แล้วคิด Return ตามวิธีด้านล่าง

ถ้าคิดด้วยวิธีแบบง่ายคือ เอา Unrealized Profit คือ 0.0 บาท หารด้วย Total Active Cost คือ 2.0 ล้านบาท (เราลงทุน 1 ล้านบาท 2 ครั้ง) % Total Return คือ 0% นะครับ
ซึ่งถามว่า ใช่หรือเปล่า ?

เงินของ Lot 1 ที่เราใส่ไป 1 ล้านบาท เมื่อ 1 ปีที่แล้ว Return ไม่มีเลย? ค่าออกมา 0% ไม่น่าใช่นะครับ Lot นี้ยังไงก็มี %Return ค่าเป็น +  แต่จะโดนกลบด้วยสูตรการคิดแบบด้านบนฮะ 

ถ้าคิดด้วย วิธีของ TWR จากตัวอย่างนี้ คือ Total Return ที่ 20.0% ครับ ดูจาก Online Calculator อันนี้ได้ฮะ
Screenshot: https://bit.ly/twr-online-calculator
Online Calculator: https://www.rateofreturnexpert.com/time-weighted-return-calculator/

ถ้าแสดงวิธีคิดตามสูตร คือ มี 2 sub-period
Period 1:  ช่วงเวลา 1 ล้าน ไปเป็น 1.5 ล้าน   อันนี้ Return คือ  1.5     ( 0.5 / 1.0 ) + 1
Period 2: ช่วงเวลา 2.5 ล้าน เหลือ 2 ล้าน    อันนี้ Return คือ  0.8    ( -0.5 / 2.5 )  + 1 
เมื่อนำเข้าสูตร TWR จะได้ ( 1.5 x 0.8 ) – 1  = 0.2  ( 20% นั่นเองครับ )

อันนี้จะสะท้อน performance ที่แท้จริงออกมาครับ ในมุมของ % Return ที่แท้จริงนะครับ (ต้องแยกให้ออก ระหว่าง % Return กับ ปริมาณเงิน ว่าเป็นคนละแบบ)
คือถ้าดูจริงๆ ให้มองว่า Return ของ ช่วงเวลาแรก นั้นคือ 1.5 จากนั้น ถูกลดทอนลงที่ 0.8 (ของฐาน 1.5) มันเลยออกมาเป็นแนวการคูณกันเพื่อลดทอน %Return ลงไปในสัดส่วน 0.8 (ในเคสนี้นะครับ) มันเลยเหลือที่ 1.2 (หรือ 20% นั่นเอง %Return ที่แท้จริง)

OK มาเริ่มลงรายละเอียดของสูตรวิธีการคิดของ TWR ณ ​จุดนี้

ใจความหลักของเนื้อหานี้ จะอ้างอิงจากบทความที่ Investorpedia – https://www.investopedia.com/terms/t/time-weightedror.asp แต่จะแทนตัวอย่างด้วย กองทุนภายในประเทศไทย เพื่อเป็นตัวอย่างการคำนวณแบบ TWR

วิธีคิดแบบ TWR นั้นค่อนข้างดีในเชิงการคิด Performance ของการลงทุนจริงๆ เพราะ เป็นการคิดผลตอบแทนแบบทบต้น และ ไม่ได้มีการอิงตัวแปรพวก money inflows เงินเข้า หรือ money outflows เงินออก ที่จะส่งผลกระทบต่อค่า Total Return การคำนวณจะเป็นการคำนวณด้วยช่วงเวลาต่างๆ และ ผลตอบแทนเป็นลักษณะการ คูณกันของผลตอบแทนในแต่ละช่วง จากจุดเริ่มต้นยาวไปจนถึงจุดปัจจุบัน สูตรจะเป็นไปในลักษณะของ geometric mean คูณต่อเนื่อง (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.investopedia.com/terms/g/geometricmean.asp) แต่สูตรของ TWR จะเป็นไปตามลักษณะดังนี้ (จะไม่ได้เหมือนกับ geometric mean แบบเป๊ะๆ ที่จะมี การถอด root n)

สูตรการคิด TWR: Time-Weighted Rate of Return

หากพิจารณาจากตัวแปรต่างๆ ในสูตรนี้ จะพบว่าสูตรจะสนใจแค่ค่า Return (หรือในสูตรคือค่า HP มาจากการคิดแบบ ปลาย-ต้น หารทั้งหมดด้วยต้น ผลที่ได้ออกมาคือค่า Return ประเภทนึง) ในแต่ละช่วงเวลา และ จำนวนของช่วงเวลา เท่านั้น จะไม่ได้สนใจเรื่องปริมาณของเงินลงทุน (ว่ามีการนำเงินเข้ามาเพิ่ม หรือนำเงินออกไป มากน้อยขนาดไหน) การคิดคำนวณก็จะเป็นไปตามสูตรนี้ ซึ่งมีการคูณกันต่อเนื่องในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นแล้ว คำนวณด้วย มือแบบ manual ก็ถ้าข้อมูลไม่เยอะมาก อาจจะทำได้ครับ แต่ถ้าเยอะมาก ใช้ FIN คำนวณ น่าจะดีกว่า เพราะ ออกแบบการคิดเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ และคิดอย่างละเอียด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ท้ายๆ บทความ

ยกตัวอย่างการคิด TWR ของจริงกับกองทุนรวม สักหนึ่งกองนะครับ เพื่อความง่ายในการคิด จะขอกองที่ไม่ได้มีค่าธรรมเนียมในการซื้อหรือขาย เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการคิดตรงๆ ดังนี้นะครับ สมมติ transaction ต่างๆ ดังนี้

  • วันที่ 4 August 2020 ผมเริ่มเข้าซื้อของกอง B-INNOTECHRMF จำนวนเงิน 1,000,000.00 บาท (1 ล้าน ได้ที่ราคา 14.6287 บาทต่อหน่วย และ จำนวนหน่วยทั้งสิ้น 68,358.7741 หน่วย)

  • หนึ่งปีต่อมา วันที่ 4 August 2021 NAV ของ B-INNOTECHRMF อยู่ที่ 21.2353 นั่นแปลว่า มูลค่า Current Market Value ของกองทุนนี้ที่ผมถืออยู่คือ 21.2353 * 68,358.7741 = 1,451,619.07564573 (1.45 ล้าน)
  • คำนวณ Sub Period ที่ 1 ในกรณีนี้ดังนี้นะครับ (1,451,619.07564573 – 1,000,000.00) / 1,000,000.00 = 0.451619 (หรือ 45.1619%)

  • และในวันนั้นเอง (4 August 2021) ผมซื้อเพิ่มอีก 1,000,000 บาท (ได้ที่ราคา 21.2354 บาทต่อหน่วย จำนวนหน่วย: 47,091.1779 หน่วย) มูลค่า Current Market Value ของวันที่ 4 August 2021 คือ 2,451,614.3657056 (2.45 ล้าน) มาจาก จำนวนหน่วย 115,449.952 คูณด้วย NAV 21.2353

  • จุดปัจจุบัน (อิงจากบทความนี้) B-INNOTECHRMF ค่า NAV วันล่าสุดคือวันที่ 29 June 2022 นั้นค่า NAV คือ 17.7870 Current Market Value คือ 2,053,508.296224

  • คำนวณ Sub Period ที่ 2 ดังนี้นะครับ 2,053,508.296224 – (1,451,619.07564573 + 1,000,000.00) / (1,451,619.07564573 + 1,000,000.00) = -0.162386882765167 (หรือ -16.2386882765167%)

  • จากนั้นคำนวณ TWR ของ Sub Period 2 ช่วงเวลา จนถึงจุดปัจจุบัน 29 June 2022 ได้ดังนี้ ((1+0.451619) * (1-0.162386882765167)) – 1 = 0.215895 (หรือ 21.5895%)

  • ค่า TWR ของกองทุนนี้ ตามรายละเอียดด้านบน คือ +21.5895% ถ้าปัดเศษก็คือ +21.59% ถ้าดูจากหน้าจอของ FIN ของกองทุนนี้ตามรายการที่บันทึกไปด้านบน ก็จะได้เป๊ะ ตามรูปนี้ครับ

ทีนี้มาวิเคราะห์กันต่อ แบบง่ายๆ ไม่ต้อง TWR ให้วุ่นวายหรือซับซ้อน ดูกันที่ NAV ของกองทุนนี้ครับ

NAV ของจุดเริ่มต้นคือ 14.6286 (4 Aug 2020) NAV ของจุดปัจจุบันคือ 17.7870 (29 June 2022) กองนี้ไม่ได้มีปันผล ดังนั้นคิดส่วนต่างกันตามปกติ จะได้ที่ (17.7870 – 14.6286) / 14.6286 = 21.59% เช่นกัน นั่นยืนยันการคิดสูตรของ TWR นั้น ไม่ได้สนใจ ขนาดเงินเข้าหรือออกในการคำนวณ ทุกอย่างอิง Return ในแต่ละ Sub Period และนำมาคูณกันตามสูตร ซึ่งก็จะมี Total Return ที่สอดคล้องตามกองทุนนี้จริงๆ ถ้าดูจาก การเปลี่ยนแปลงของ NAV ของกองทุน

ทั้งหมดนี้คือ การคิดแบบอย่างง่ายนะครับ แต่ในความเป็นจริง กองทุนที่เราซื้อหรือขายนั้นอาจจะมี อีกหลายค่าที่มาเกี่ยวข้อง ที่ทำให้ การคิด Return แต่ละช่วงเวลานั้น ไม่ได้ ง่ายๆ อย่างตามตัวอย่างด้านบน เพราะว่าจะมีเรื่องของ

  • ค่าธรรมเนียมซื้อหรือขาย ของแต่ละ Transaction (ถ้ามี)
  • เงินปันผล (ถ้ามี)
  • ถ้ามีการขายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายโดยนักลงทุน หรือ ระบบการขายแบบ auto-redemption ขายคืนอัตโนมัติ จะมีค่า Realized Profit/Loss เกิดขึ้นที่ต้องนำมาคิดเข้าไปด้วย เพราะค่าเหล่านี้คือค่า กำไรจริง/ขาดทุนจริง ซึ่งค่า Realized Profit/Loss ตรงนี้ ก็จะขึ้นกับ วิธีการคิดต้นทุนที่เราสามารถเลือกด้วยครับ ว่าจะใช้แบบ FIFO หรือ Weight Average ในการคิด

ค่าต่างๆ เหล่านี้ จะใช้คิดตอนที่เราคิด Return ในแต่ละ Sub Period ครับ ว่าต้องบวก ต้องลบ อะไรเข้าไปบ้าง

วิธีการคิดแบบ TWR นี้ จะทำให้เราวัด Performance ของ กองทุนที่เราซื้อขาย ได้ค่อนข้างดีเพราะ TWR สะท้อน performance จริงออกมาครับ เพราะโดยปกติแล้วการลงทุน เราจะเป็นแนวมีการ ซื้อหลายรอบ (หลายช่วงเวลา) หรือ อาจจะขายหลายรอบเช่นกัน (แล้วแต่ลักษณะการลงทุน) นั่นแปลว่า Cost เราจะไม่คงที่ครับ จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การคิด %Return ที่อิงกับ Cost ที่เป็นตัวเลขล่าสุดนั้น จะไม่ใช่วิธีที่ดีครับ เพราะมันไม่ได้สะท้อน Return จริงๆ ออกมา

อย่างกรณีนี้ หากดูว่า Cost คือ 2,000,000.00 (เพราะเราซื้อ ไว้ รอบละ 1 ล้าน จำนวน 2 รอบ) แล้วดู Current Market Value อยู่ที่ 2,053,508.30 แล้วเห็นกำไร +53,508.30 แล้วนำมาหารด้วย Cost 2 ล้าน แล้วจะได้ +2.675% อันนี้ไม่สะท้อน performance ที่แท้จริง เพราะกำไรตรงนี้ มันมาจาก cost 2 ส่วน คนละช่วงเวลากัน

ยกเว้นว่า เราจะลงทุนในกองนั้นๆ แค่ครั้งเดียว แล้วปล่อยยาวๆ ไม่ได้ทำอะไรเพิ่ม อันนั้น อาจจะคิด Return จาก Cost ได้ตรงไปตรงมา แต่ถึงจะเป็นแบบนี้ ใช้วิธีแบบ TWR ก็จะ ได้ค่าเดียวกันอยู่ดี นั่นแปลว่า TWR จะใช้คำนวณได้ในหลายกรณีหลากหลาย adaptive, dynamic กว่านั่นเอง

ซึ่ง กระบวนการคิดต่างๆ เหล่านี้ ผมพัฒนาเข้าไปใน FIN version 4.0 เรียบร้อยแล้ว และมีการคิด Sub Period คือ อิงกับ NAV ทุกวันทำการของกองทุนรวมนั้นๆ (คือคิด Sub Period ทุกวันทำการ) แล้วนำมาคิด TWR จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน โดยที่สามารถ plot ออกมาเป็น chart ต่างๆ ตามรูปด้านบน ซึ่งคุณผู้ใช้ สามารถใช้ได้อย่างสะดวกเลยครับ แค่กรอก transaction ต่างๆ ให้ครบถ้วน เดี๋ยว FIN version 4.0 จะคำนวณออกมาให้หมดครับ

และยังมีอีกหลายความสามารถที่ต่อยอดการคิดจากเรื่องนี้ครับ FIN สามารถคิด Total Return ได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับของแต่ละกองทุนที่บันทึกเข้าไป, ระดับของทั้ง Portfolio หรือ ระดับหลาย Portfolio รวมกัน (กำหนด portfolio ได้ว่าจะให้รวม portfolio ใดบ้าง) ทำให้เราเห็นภาพรวมของ Total Return ได้ครบในหลายๆ มิติ และยังนำมาใช้ในอีกหลายๆ ความสามารถของ FIN version 4.0

อ่านถึงจุดนี้แล้ว คุณสามารถโหลด FIN ได้บน Apple App Store https://apple.co/2HSKplH Version 4.0 นั้นรองรับ iOS, iPad OS 15 ขึ้นไป และรวมถึง macOS ที่ใช้ chip Apple Silicon M1, M2 ด้วยครับ คาดการณ์ว่าน่าจะเริ่ม update FIN version 4.0 ได้ตั้งแต่ วันพุธที่ 6 July 2022 เป็นต้นไป

ลองใช้ FIN ใหม่ดูครับ หากมีความคิดเห็นใดๆ สามารถเขียนมาในหน้า Feedback ใน FIN ได้เลยนะครับ
ขอบคุณครับ

วิธีการใช้ FIN Asset Planning เบื้องต้น

20 April 2021 — FIN Asset Planning เป็นความสามารถใหม่ของ FIN App กองทุนรวม ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของความสามารถใหม่นี้คือ FIN Virtual Portfolio (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดของ Virtual Portfolio กด link) เนื้อหาในบทความนี้จะเน้นที่วิธีใช้ FIN Asset Planning ครับ

เนื้อหา Introduction เกี่ยวกับ FIN Asset Planning อ่านได้จาก Link ด้านล่างนี้

https://bit.ly/fin-virtual-portfolio

FIN Asset Planning สามารถเข้าใช้งานได้จากที่หน้า Fund Rank ที่บริเวณ Shortcut ด้านล่าง จะมีปุ่ม Planning (อยู่ถัดจากปุ่ม Trending) หรือเข้าได้จากหน้า Portfolio กดตรงปุ่มซ้ายบนสุดรูป Chart กดแล้ว เลือก Asset Planning นะครับ

เมื่อเข้าไปแล้ว จะเจอหน้าจอตามภาพด้านล่างนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้าง Virtual Portfolio โดยการกดปุ่ม Create New

จากนั้นก็จะเข้าสู่หน้าจอถัดไป ให้ตั้งชื่อ Virtual Portfolio ครับ (ชื่อเหล่านี้ กลับมาแก้ภายหลังได้หมดนะครับ) อย่างภาพตัวอย่างนี้ผมตั้งชื่อว่า “Global View”

เมื่อตั้งชื่อ Virtual Portfolio เสร็จ ให้กดปุ่ม + เพื่อสร้าง Segment ตามคำแนะนำของหน้าจอ (ปุ่มที่อยู่กลางจอ)

จากตัวอย่างด้านบน ผมตั้งชื่อ Segment Name ชื่อว่า Clean Energy จากนั้น เข้าสู่ขั้นตอน เลือก Asset ที่เราบันทึกไว้แล้วภายใน FIN Portfolio ตามปกติ ซึ่งถ้าคุณผู้ใช้มีหลาย Portfolio ก็จะ มีให้เลือก port และ รายชื่อกองทุนต่างๆ ด้านล่าง

จากภาพตัวอย่างด้านบนคือ มี 4 Ports : Main, TAX, Gold Invest, RETIRE นะครับ ซึ่งตอนนี้ผมกดเลือกที่ Main และ เลือกกอง SCBCLEANA มูลค่า 787,353.41 เข้าไปใน Segment “Clean Energy”

การกดปุ่มติ๊กเลือกด้านหน้าของแต่ละกอง จะเป็นการบอก FIN Virtual Portfolio ว่า Segment “Clean Energy” (ตามภาพตัวอย่าง) นี้ ให้ใช้ข้อมูลจากกองทุนไหน มาประกอบเข้าไปใน Segment นี้ๆ บ้าง ก็กำหนดได้ตามอิสระ ตามความต้องการของผู้ใช้ได้ครับ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกได้จากหลาย FIN Portfolios เพื่อมาประกอบ Segment ต่างๆ ได้

การสร้าง Segment ที่ 2 นั้น ก็ให้ กดปุ่มกลางจอ ด้านขวาๆ (ปุ่มรูปสี่เหลี่ยม ที่มีวงกลมอยู่ตรงกลาง) แล้วเลือก Add New Segment ซึ่งภายในนั้นจะมีเมนูย่อยอีกหลายเมนูอยู่เหมือนกัน ค่อยๆ ลองใช้ภายหลังได้ครับ

ภาพด้านบนผมสร้าง Segment ที่ 2 ชื่อ “Healthcare” และ ก็ทำการ เลือก กองทุนใส่เข้าไปใน Segment นี้ตามวิธีเดิม

ถึงจุดนี้ เราจะเห็นแล้วว่า Healthcare นั้น มีสัดส่วน 78.53% เมื่อเทียบกับ Total Asset Current Value ทั้งหมดที่เรากำลังนิยามไว้ใน Virtual Portfolio นี้นะครับ

ในแต่ละ Segment นั้น เราเลือกประเภทได้นะครับ ตรง Asset Type ว่า Segment นั้นจะใช้ข้อมูลจาก FIN Portfolio ซึ่งจัดเป็น Tracking Asset ตามปกติ หรือว่า เราอยากให้ Segment นี้เป็น Asset อื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจาก FIN Portfolio ก็ได้เช่นกัน โดยการกดเลือก Non-Tracking Asset ตามภาพด้านบน

เคสตัวอย่างภาพด้านบนนั้น ผมทดลองสร้าง Segment ที่ชื่อ Crypto เพื่อจะบันทึกว่า ผมมีมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนใน Crypto เท่าไรนะฮะ ลองใส่มูลค่า และ เลือกประเภท ก็จะได้ตามภาพด้านล่าง ทดลองใส่ Bitcoin ที่ 1 ล้านบาทครับ Segment นี้

ด้วยวิธีการนี้เอง ที่จะทำให้เราเห็น Total Asset ของเราได้ครบทุกอย่าง ในภาพรวม เลยฮะ 🙂 ทั้งๆ ที่เป็น Asset ที่ FIN Portfolios มีข้อมูลอยู่แล้ว และ Asset ที่อยู่นอกเหนือจากการ track ของ FIN

เมื่อตั้งค่า Segment ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว หากต้องการ Save เพื่อบันทึก ก็ให้กดปุ่ม Done (ปุ่มขวาบนสุด) เพื่อบันทึกให้เรียบร้อยนะครับ เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ Virtual Portfolio ตามที่เราต้องการ ซึ่งจุดนี้ผู้ใช้มีอิสระในการ จัด Segment ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เมื่อเสร็จแล้วก็จะกลับมาหน้า หลัก ตามภาพด้านล่างนี้

แต่ถ้ากด Back (ปุ่มซ้ายบนสุด) โดยไม่กด Done มันจะเป็นการ back ทันที ไม่มีการ save ใดๆ นะครับ

หากต้องการเข้าสู่หน้า Edit เพื่อแก้ไข Segment หรือ การเชื่อมโยง Asset ใดๆ ของ Virtual Portfolio ที่สร้างไปแล้ว ให้กดที่ปุ่ม วงกลม ที่มีจุดสามจุด อยู่ในวงกลมนะครับ (…) แล้วเลือก Edit ก็จะเข้าสู่หน้า เหมือนตอนสร้าง Virtual Portfolio อีกครั้ง

จุดสำคัญคือ หากต้องการแก้ที่ Segment ใดนั้น ให้เลือก Segment (ใต้ Pie Chart) ก่อนทุกครั้งนะครับ จากนั้น ค่อยปรับแก้ค่าต่างๆ ที่ต้องการที่อยู่ภายใน Segment นั้นๆ อีกที ตามรูปด้านล่างนี้ คือ ผมกำลังเลือกของ Healthcare นะครับ จะขึ้นเป็นแทบสีส้มเข้ม (ในเคสนี้)

สุดท้ายจะมีเรื่องของ Note เพื่อจดแผนการลงทุน หรือ แผนการณ์ต่างๆ ไอเดียต่างๆ ของแต่ละ Virtual Portfolio สามารถกดได้ที่ปุ่ม ข้างๆ ปุ่ม Done (หรือปุ่มข้างๆ ปุ่ม Close) ที่อยู่ด้านขวาบน ของหน้าจอในกลุ่ม Asset Planning ครับ ก็จะเข้าถึง Note เดียวกันจากทุกหน้าจอ เพื่อให้จดแผนได้อย่างสะดวกตลอดทุกหน้าจอนะครับ ณ เวลานี้ยังคงจำกัดความยาวของ Note ที่ 5000 ตัวอักษร

โดยรวมการใช้งานก็จะประมาณนี้ หากมีคำถามใดๆ สามารถติดต่อมาได้ตามช่องทางปกตินะครับ ทั้ง Email และ Facebook สามารถดูช่องทางติดต่อได้ที่ FIN > หน้า More > Contact FIN

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FIN Asset Planning
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FIN Virtual Portfolio

FIN Virtual Portfolio

20 April 2021 — FIN มีแนวคิดของ Portfolio แบบใหม่ ที่ใช้งานร่วมกับ Portfolio แบบปกติ ซึ่งแนวคิดใหม่นั้น ผมเรียกว่า Virtual Portfolio เนื้อหาภายในบทความนี้ จะอธิบายถึงความสามารถ คุณลักษณะของ FIN Virtual Portfolio แบบกระชับครับ

ย้อนกลับไปในปี 2015 ที่ FIN App ขึ้น Apple App Store version แรกสุดนั้น FIN รองรับ 1 portfolio ที่ให้ผู้ใช้สามารถบันทึก transaction ต่างๆ ของกองทุนต่างๆ ของตนเอง เข้าไปภายใน FIN Portfolio เพื่อที่จะเห็น ภาพรวมทั้งหมดของตนเองได้ จากนั้น ก็เริ่มมีความต้องการ ที่เฉพาะมากขึ้น ที่ต้องการให้ FIN รองรับมากกว่า 1 portfolio ผมเลยพัฒนาออกมาให้รองรับการบันทึก transaction มากกว่า 1 portfolio เรียกว่า Multiple Portfolios

และแนวคิดใหม่ล่าสุดที่ break ข้อจำกัดเดิม ก็ออกมากับ FIN version 3.61 นั่นคือ FIN Virtual Portfolio นั่นเอง

วิธีอธิบายเรื่องนี้ได้ง่ายสุด น่าจะเป็นภาพ diagram แนวคิดนะครับ ภาพด้านล่างคือ FIN Multiple Portfolios ครับ

หากเคยใช้ FIN Multiple Portfolios อยู่แล้ว ก็จะรู้ลักษณะการทำงานอยู่แล้วครับ ว่า แต่ละ port นั้นแยกอิสระต่อกัน การบันทึกกองทุนเข้า port ใด port หนึ่งจะไม่มี impact ต่ออีก port นึง นี่คือคุณลักษณะปัจจุบันของ FIN Multiple Portfolios

FIN Virtual Portfolio จะเป็นไปตามภาพด้านล่างนี้

นั่นคือ เราสามารถสร้าง Virtual Portfolio โดย อิงข้อมูลจาก FIN Portfolio แบบปกติได้ โดยไม่ต้องกรอก transaction ใดๆ ใหม่ๆ แค่เชื่อมโยงเข้าไปใน Virtual Portfolio ตามที่ต้องการ ซึ่งจุดนี้ คุณผู้ใช้มีอิสรภาพสูงสุด ในการเลือกสร้าง Virtual Portfolio ของตนเอง ครับ ว่าจะให้นำ Asset จาก Portfolio ใด มาประกอบเข้าไปบ้าง

FIN Virtual Portfolio จะมี การแบ่งกลุ่มภายในด้วยแนวคิดของ Segment ครับ ซึ่งคุณผู้ใช้ก็กำหนดเองได้หมดเช่นกัน ว่าจะแบ่งเป็นกี่ Segment และ แต่ละ Segment จะนำ Asset จาก FIN Multiple Portfolios ใดบ้าง มาประกอบ สร้างสรรค์ได้ตามที่ตนเองต้องการ ซึ่งการเลือก Assets ต่างๆ ที่บันทึกไว้อยู่แล้วมาประกอบนั้น ผมจะขอเรียกว่า Tracking Asset นะครับ คือ Asset ที่มีมูลค่าปรับเปลี่ยนรายวัน ตามค่า NAV ของกองทุน (ของ Asset นั้นๆ) ค่าเหล่านี้จะถูกเชื่อมโยงและ auto-update โดยอัตโนมัติทุกวันทำการ ตามปกติ

และนอกเหนือไปจากนั้น FIN Virtual Portfolio ยังรองรับ Non-Tracking Asset ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือ ผู้ใช้สามารถสร้าง Non-Tracking Asset ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบสินทรัพย์อื่นๆ ที่ FIN ไม่ได้รองรับ การ track มูลค่าต่างๆ ให้อัตโนมัติครับ เช่น เงินสด, หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ, Crypto, Bond หรือ อื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน แต่ชื่อ Non-Tracking Asset อันนี้ก็ชัดเจนในตัวนะครับ ว่า คุณผู้ใช้จะต้อง ใส่ค่า มูลค่าทรัพย์สินต่างๆ เหล่านี้ ด้วยตนเอง ระบบจะไม่ได้ Tracking ให้อัตโนมัติ ณ เวลานี้ (ในอนาคตไม่แน่ :D)

แนวคิดของ FIN Virtual Portfolio ในขั้นต้นจะถูกนำมาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักใน FIN Version 3.61 ล่าสุด ที่มี Feature Asset Planning ครับ โดยผู้ใช้สามารถสร้าง Virtual Portfolio ได้หลากหลายตามความต้องการ เพื่อให้เห็นมุมมองของ Asset Allocation และ Performance Impact ภายใน FIN Asset Planning feature ใหม่ นั่นเอง ส่วนในอนาคต FIN Virtual Portfolio ก็จะถูกนำไปใช้ในจุดอื่นๆ ต่อไปภายใน FIN ด้วยเช่นกัน รอติดตามกันต่อไปในอนาคต

หากมีคำถามใดๆ สามารถเขียนมาได้ทาง หน้า Feedback ใน FIN App หรือไม่ก็ทางอีเมล หรือทาง Facebook (กดเข้าไปใน FIN > More > Contact FIN ครับ)

Download FIN App ได้ที่ : https://apple.co/2HSKplH

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความสามารถใหม่ FIN Asset Planning
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วิธีการใช้ FIN Asset Planning

เกี่ยวกับความสามารถใหม่ FIN Asset Planning

19 April 2021 — FIN Version 3.61 ล่าสุดที่กำลังจะขึ้น Apple App Store ในอีกไม่กี่วันจากนี้ มีความสามารถใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนใน FIN นั่นคือ Asset Planning โดย Feature ใหม่นี้ ทำอะไรได้บ้างนั้น ติดตามอ่านได้จากเนื้อหาของบทความนี้นะครับ 🙂

วัตถุประสงค์ของ Asset Planning คือ มีไว้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเห็นภาพรวม Total Asset ของตนเอง ได้ในมุมมองต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการจะมองเห็นครับ นั่นหมายความว่า คุณผู้ใช้สามารถแบ่งกลุ่ม Asset ต่างๆ ของตนเองในมุมมองที่ต้องการผ่าน FIN ได้ และ FIN Asset Planning จะคำนวณ และ plot chart ต่างๆ ออกมา ตามกลุ่มของ Asset ที่ผู้ใช้เป็นคนแบ่งด้วยตนเอง ซึ่งทำได้หลากหลายความต้องการ และ มุมมอง กำหนดได้ตนเอง แบบอิสระครับ

ยกตัวอย่างด้วยภาพ screenshot ด้านล่างนี้ครับ เป็นการสร้างมุมมองโดยแบ่ง Segment ของ Asset ต่างๆ ของเราเอง ให้เป็นไปตาม ประเภทของ Asset ที่เรากำหนดขึ้นมาเอง จะเห็นว่า ผมลองกำหนดให้แบ่งเป็น Tech, Healthcare, Property และ ยังมีแบ่งเป็น Crypto Token หรือ Cash ก็ได้ด้วยเช่นกัน

ภาพรวมของ Total Asset ในมุมมองของแบ่งตามประเภทของ Asset

หรือ หากต้องการ zoom เจาะลึกเข้าไปว่าภายใน Segment นั้นๆ มี Asset ใดบ้าง ก็ใช้นิ้วแตะเข้าไปในแต่ละ Segment ที่อยู่ในตารางครับ จะเห็น ภาพตาม screenshot ด้านล่างนี้

ภาพ zoom เจาะเข้าไปใน Segment “Tech” ว่าประกอบไปด้วย Asset ใดบ้าง

จากภาพด้านบนเป็นมุมมองการ zoom เข้าไปดู Segment “Tech” นั่นเอง ซึ่ง ผลรวมของ Tech นั้นคิดเป็น 35.97% ของทั้งหมด โดยภายในนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 Assets ย่อย นั่นคือ B-INNOTECHRMF ที่ 19.17% และ K-USXNDQ-A(D) ที่ 16.80%

ถ้าเราดูที่ Chart อย่างเดียว เราก็จะเห็นทั้ง 2 มิติครับ

มิติแรกคือ ที่ระดับของ Segment (สีเขียวมะนาว) ว่า Segment “Tech” นี้ คิดเป็น 35.97%

มิติสองคือ ที่ระดับของ Asset ว่าภายใน Segment นี้ๆ มี Asset ใดบ้าง เคสนี้คือ 2 กองทุน นั่นเอง เราก็จะเห็นทันทีเช่นกัน ว่า 2 กองทุนนี้ ถ้าวัดขนาดแล้ว คิดเป็นที่กี่ %

นอกจากนี้ ในหน้าจอนี้เอง ก็ยังมีการแสดงผล % ของระดับ Segment ด้วย ว่า B-INNOTECHRMF นั้น ถ้าคิดเป็น % ที่ระดับ Segment “Tech” นั้นๆ คิดเป็น 53.30% ส่วน K-USXNDQ-A(D) คิดเป็น 46.70% ภายใน Segment นั้นๆ ข้อมูลครบครันเลยทีเดียวครับ ทั้ง 2 มิติ

คุณผู้ใช้สามารถสร้างมุมมองได้หลายแบบนะครับ โดยสร้างสิ่งที่เรียกว่า Virtual Portfolio (อ่านแนวคิดของ Virtual Portfolio) และแบ่ง Segment ต่างๆ ภายในนั้น ตามแต่ความต้องการของคุณผู้ใช้แต่ละคนได้เลยครับ อิสระ คล่องตัว และ ยืดหยุ่น ที่จะกำหนดนิยามต่างๆ ของตนเองได้ คือ แนวคิดหลักของ FIN version ล่าสุด อย่างภาพตัวอย่างด้านล่าง ผมลองสร้าง Virtual Portfolio อีกอันหนึ่ง โดยแบ่งมุมมองในมุมของ Geographic Region ของ asset ที่เราไปลงทุน

ที่สำคัญสุดคือ Virtual Portfolio นั้น เราสามารถเลือก assets ที่เราบันทึกไว้ใน Portfolio ต่างๆ ใน FIN ได้ และ นำมา cross กันได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผมสามารถสร้าง Virtual Portfolio ที่เลือก กองทุนที่ผมบันทึกไว้ใน Portfolio A และ Portfolio B มาผสมกันใน Segment ของ Virtual Portfolio นี้ได้ เพื่อหาสัดส่วนต่างๆ นานา สิ่งที่จะเห็นคือ ภาพรวมของ Asset เราทั้งหมดนั่นเอง 😀

และแน่นอนครับ FIN Asset Planning นั้นไม่ได้มีแค่มุมมองของ %Allocation วัดมูลค่าของทรัพย์สินในเชิงสัดส่วนอย่างเดียว ยังมีในมุมของ Performance ให้ดูด้วยเช่นกัน ที่ปุ่มซ้ายด้านบน ให้กดปุ่มที่ 2 ที่เป็นรูปวงกลมเล็กๆ 4 วง เพื่อเข้าดูในมุมมองของ Performance จะเห็นภาพตามตัวอย่าง screenshot นี้

ภาพที่แสดง Performance ของ Asset ในแต่ละ Segment ต่างๆ

Chart นี้คือ Bubble Chart ครับ จะแสดงข้อมูลใน 3 มุม (3 มิติ) พร้อมกัน

มิติแรก: แกนแนวนอน แกน X: คือ จะทำให้เห็นว่า วงนั้นๆ มี Current Cost ปัจจุบัน อยู่ที่เท่าไร

มิติสอง: แกนแนวตั้ง แกน Y: แสดง Unrealized Profit /Loss กำไรขาดทุน ณ ปัจจุบันของ Asset นั้นๆ

มิติสาม: ขนาดของวงกลม ว่าวงใหญ่หรือวงเล็กนั้น แสดงถึง ขนาดของทรัพย์สินครับ โดยค่าที่แสดงคือ Current Value วงยิ่งใหญ่ คือ วงที่เรามี Current Value ของ asset นั้นๆ ใหญ่ครับ อย่างเคสตัวอย่างด้านบนคือ เรามีเงินลงทุน (+กำไร Unrealized Profit) ใน Segment “Tech” อยู่ที่ 3.5 ล้านบาท วงใหญ่สุด ตามมาด้วย Segment “Healthcare” สีส้ม ที่ 2.88 ล้าน

ดังนั้น ความหมายของ Bubble Chart นี้ วงกลมต่างๆ อยู่ตรงไหนมีความหมายอย่างไร ? แน่นอนว่า ยิ่งวงใหญ่ และ ยิ่งอยู่สูง ไปด้านบนขวาๆ นั่นคือ Asset ที่ performance impact สูงสุดนั่นเอง เราก็จะเห็นได้แบบเร็วๆ ครับ ว่า Segment ไหนเรา performance แรงและดี อย่างภาพตัวอย่างนี้คือ สีเขียว (Tech) และ สีส้ม (Healthcare) นั่นเอง

คือถ้าดูข้อมูลแบบละเอียดที่ Healthcare เราจะเห็นว่า %Unrealized Profit นั้น อยู่ที่ +91.51% ตัวเลขสูงครับ ในขณะที่ Tech นั้นอยู่ที่ +78.59% ซึ่งก็น้อยกว่า Healthcare ถ้าดู % เราก็จะเห็นว่า % Unrealized Profit ของ Healthcare นั้นทำได้ดีกว่าของ Tech แต่ในเชิง Impact นั้นแตกต่างกัน พอดูเป็น Bubble Chart 3 มิติแบบนี้ ก็จะเห็นชัดเลยฮะว่า อย่ายึดติดกับตัวเลข % Unrealized Profit ให้ดูที่ Impact โดยรวมน่าจะดีกว่า

ยกตัวอย่างนะครับ สมมติผม ลงทุนเข้าหุ้นตัวนึง (หุ้น A) 10,000 บาท แล้วหุ้นตัวนั้น กำไรพุ่งมากๆ หากคิดเป็น % เราจะเห็นเลยว่า +800% ครับ เราอาจจะรู้สึกว่า performance สูงมากๆ ซึ่งจริงๆ ก็สูงครับ หากมองเฉพาะใน Asset ตัวนั้นตัวเดียว แต่ถ้าตีเป็นตัวเงิน ก็จะเห็นว่า มูลค่าทั้งหมดอยู่ที่ 90,000 บาท (10,000 ต้นทุน อีก 80,000 นั้นคือ กำไร)

และผมลงทุนหุ้นอีกตัวนึง (หุ้น B) 1,000,000 บาท หุ้นตัวนั้น กำไรออกมา ในเวลาเดียวกัน อยู่ที่ +40% มูลค่าทั้งหมดอยู่ที่ 1,400,000 บาท (1,000,000 ต้นทุน อีก 400,000 คือกำไร) จะเห็นว่า หุ้น B มี impact กว่าเยอะมาก ต่อมูลค่าทรัพย์สินโดยรวมของเรา

ก็เป็นมุมมองที่โดยส่วนตัวผมอยากมองครับ เลยทำออกมาในรูปแบบๆ นี้ ณ เวลานี้ (อนาคต อาจจะเปลี่ยนแปลงได้) จะไม่ใช้ % Unrealized Profit มาเป็นตัว plot chart นะครับ แต่จะแสดงผลในตารางด้านล่างของ chart แทน

และเหมือนเดิมครับ สามารถดูภาพ zoom ย่อยเข้าไปได้ โดยการเอานิ้วแตะที่แต่ละ Segment ในตาราง ก็จะเข้าไปดู Performance Chart แบบนี้ แต่เป็นที่ระดับ Asset ครับ

นอกจากมองเห็นภาพรวมแล้ว ยังมีความสามารถในการ Plan Projection ค่าประมาณการการเติบโต (หรือถดถอย) ของ asset ต่างๆ ได้ด้วยเช่นกัน เพื่อ Simulation ออกมาดูว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าต่างๆ ไปในทิศทางที่ลองปรับค่าดูนั้น ผลรวมและสัดส่วนต่างๆ จะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง ลองกดดูที่ ปุ่ม Plan ดูนะครับ ที่อยู่ด้านล่างใต้ Donut Chart

บทความนี้ น่าจะอธิบายถึงความสามารถใหม่ของ FIN Asset Planning ได้เพียงพอแล้วในระดับ Overview เบื้องต้น ส่วนวิธีการใช้งาน วิธีสร้าง Virtual Portfolio หรือ Segment หรือใดๆ นั้น คุณผู้ใช้สามารถดูเพิ่มเติมได้จาก Link ด้านล่างนี้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FIN Virtual Portfolio
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วิธีการใช้ FIN Asset Planning

หากมีคำถามใดๆ สามารถเขียนมาได้ในช่องทางติดต่อ 2 ช่องทางนะครับ ทั้งทาง Email และ Facebook ดูช่องทางติดต่อได้ที่ใน FIN App > More > Contact FIN

ขอบคุณครับผม

วิธีการย้ายข้อมูลใน portfolio สำหรับกองทุนที่เปลี่ยนชื่อ

23 May 2020 – บทความนี้มีวิธีการย้ายข้อมูล สำหรับกองทุนที่มีการเปลี่ยนชื่อกองทุนภายใน FIN นะครับ โดย ในช่วงเวลานี้ มีกองทุนที่เปลี่ยนชื่อดังนี้

  • ชื่อเดิม: ASP-LTF  ชื่อใหม่: ASP-LTF-T
  • ชื่อเดิม: ASP-GLTF  ชื่อใหม่: ASP-GLTF-T
  • ชื่อเดิม: ASP-SMELTF  ชื่อใหม่: ASP-SMELTF-T
  • ชื่อเดิม: TEGSSF  ชื่อใหม่: TEG-SSF
  • ชื่อเดิม: TEGSSFX  ชื่อใหม่: TEG-SSFX
  • ชื่อเดิม: K-CHANGE  ชื่อใหม่: K-CHANGE-A(A)
  • ชื่อเดิม: K-FIXEDPLUS  ชื่อใหม่: K-FIXEDPLUS-A
  • ชื่อเดิม: K-PROP  ชื่อใหม่: K-PROPI
  • ชื่อเดิม: KFAFIX  ชื่อใหม่: KFAFIX-A
  • ชื่อเดิม: KFCASH  ชื่อใหม่: KFCASH-A
  • ชื่อเดิม: KFENSET50  ชื่อใหม่: KFENS50-A
  • ชื่อเดิม: KFHAPPY  ชื่อใหม่: KFHAPPY-A
  • ชื่อเดิม: ONE-UGG  ชื่อใหม่:  ONE-UGG-RA
  • ชื่อเดิม: LHSMART-LTF  ชื่อใหม่:  LHSMARTLTF-D
  • ชื่อเดิม: PRINCIPAL GTR   ชื่อใหม่:  PRINCIPAL GFIXED
  • ชื่อเดิม: PRINCIPAL VF   ชื่อใหม่:  PRINCIPAL VF-A
  • ชื่อเดิม: PRINCIPAL SET50   ชื่อใหม่:  PRINCIPAL SET50-A

โดยวิธีการให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

1. เข้า FIN App ไปที่ Portfolio กดเข้าไปในหน้า Transaction List ของ กองชื่อเดิม

2. เมื่อเข้าไปในนั้นแล้ว มันจะมีปุ่มด้านซ้ายบน (ปุ่มที่ 2 จากซ้าย อยู่ข้างๆ ปุ่มปิด) กดเข้าไปในนั้นฮะ (หรือดูตัวอย่างหน้าจอ ได้จาก Link นี้ครับ)

3. ปุ่มนี้จะเรียกใช้ Copy Transaction เพื่อเอาไว้ Copy Transaction ในกองเก่า ไปสู่กองใหม่ครับ ใส่ชื่อกองใหม่ได้เลยฮะ  จากนั้นกด Done

4. เมื่อเสร็จแล้ว ที่หน้า Portfolio จะมีกองใหม่ขึ้นแล้วครับ เมื่อตรวจรายละเอียดแล้ว ก็ลบกองเก่าทิ้งได้เลยครับ  วิธีการลบกองเก่าคือ  กลับไปที่หน้า Portfolio แล้ว ตวัดนิ้วไปทางซ้าย บนแถวของกองเก่าที่ต้องการลบครับ จะมีเมนู เพิ่มขึ้นมาให้กด Delete ครับ

เนื่องจากระบบ FIN ปัจจุบันยังไม่รองรับการเปลี่ยนชื่ออัตโนมัติ และเพื่อลดความสับสนแก่ user เลยจำเป็นต้องมีลำดับขั้นตอนด้านบนใช้ไปก่อนนะครับผม หากมีแนวโน้มการเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ  ผมจะพัฒนาให้เป็นระบบอัตโนมัติอีกครั้งครับ  เลยต้องขออภัยในความไม่สะดวกนิดนึงฮะ 🙂

สำหรับการบันทึกกองชื่อเดิมใน Watchlist นั้น วิธีการคือ ลบชื่อเดิม และ กด + ใส่ชื่อใหม่เข้าไปครับผม

วิธีการสำหรับผู้ใช้ FIN ที่บันทึกกองทุนของ CIMB Principal ใน portfolio และต้องการเปลี่ยนชื่อให้เป็นชื่อล่าสุดเดียวกับ บลจ.

3 August 2019 – ช่วงประมาณเดือน June – July 2019 อ้างอิงตามข่าวนี้ บลจ. CIMB Principal ได้มีการปรับเปลี่ยน Rebrand ใหม่เอี่ยมทั้งหมด ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการคือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด (Principal)  ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อย่อกองทุนทุกกองทุนเพื่อให้สอดคล้องกับ branding ใหม่ของ บลจ. นะครับ   ภายใน FIN ก็รองรับทั้งชื่อใหม่และชื่อเก่าทั้งคู่ครับแต่เพื่อให้เป็นไปตามชื่อที่ถูกต้องจริงๆ ซึ่งชื่อเก่าก็จะหายไปในอนาคต ก็เลยต้องเขียน blog นี้ เพื่อแนะนำวิธีการ เปลี่ยนชื่อกองทุนของบลจ. นี้ที่บันทึกไว้ใน FIN Portfolio ให้เป็นชื่อใหม่ตรงตามข้อมูลล่าสุดของ บลจ. นะครับ

รายชื่อกองทุนทั้งหมดที่เปลี่ยนชื่อ มีดังนี้  (ในรูปแบบ ชื่อเก่าใน FIN > ชื่อใหม่ ใน FIN)

CIMB-PRINCIPAL (FAM) DEF > PRINCIPAL DEF

CIMB-PRINCIPAL (FAM) EEF > PRINCIPAL EEF และมีการเปลี่ยนเป็น PRINCIPAL EEF-D อีกครั้ง

CIMB-PRINCIPAL DPLUS > PRINCIPAL DPLUS และมีการเปลี่ยนเป็น PRINCIPAL DPLUS-A อีกครั้ง

CIMB-PRINCIPAL (FAM) FI > PRINCIPAL FI

CIMB-PRINCIPAL (FAM) GCF > PRINCIPAL GCF

CIMB-PRINCIPAL (FAM) GEF > PRINCIPAL GEF

CIMB-PRINCIPAL (FAM) LTF > PRINCIPAL ELTF

CIMB-PRINCIPAL (FAM) RMF > PRINCIPAL AARMF

CIMB-PRINCIPAL (FAM) RSRM > PRINCIPAL BARMF

CIMB-PRINCIPAL (FAM) SET1 > PRINCIPAL SET100RMF

CIMB-PRINCIPAL (FAM) VF > PRINCIPAL VF

CIMB-PRINCIPAL 70LTFD > PRINCIPAL 70LTFD

CIMB-PRINCIPAL APDI > PRINCIPAL APDI

CIMB-PRINCIPAL APDIRMF > PRINCIPAL APDIRMF

CIMB-PRINCIPAL CHEQ-A > PRINCIPAL CHEQ-A

CIMB-PRINCIPAL CII > PRINCIPAL CII

CIMB-PRINCIPAL DAILY FIX > PRINCIPAL DAILY FIX

CIMB-PRINCIPAL EPIF > PRINCIPAL EPIF

CIMB-PRINCIPAL EQRMF > PRINCIPAL EQRMF

CIMB-PRINCIPAL EUEQ > PRINCIPAL EUEQ

CIMB-PRINCIPAL EUHY > PRINCIPAL EUHY

CIMB-PRINCIPAL FIRMF > PRINCIPAL FIRMF

CIMB-PRINCIPAL GBF > PRINCIPAL GBF

CIMB-PRINCIPAL GEQ > PRINCIPAL GEQ

CIMB-PRINCIPAL GIF > PRINCIPAL GIF

CIMB-PRINCIPAL GINNO-A > PRINCIPAL GINNO-A

CIMB-PRINCIPAL GMV-A > PRINCIPAL GMV-A

CIMB-PRINCIPAL GOLD8P > PRINCIPAL GOLD8P

CIMB-PRINCIPAL GOLD8P2 > PRINCIPAL GOLD8P2

CIMB-PRINCIPAL GOPP-A > PRINCIPAL GOPP-A

CIMB-PRINCIPAL GOPP-C > PRINCIPAL GOPP-C

CIMB-PRINCIPAL GPS-A > PRINCIPAL GPS-A

CIMB-PRINCIPAL GREITs-D > PRINCIPAL GREITs

CIMB-PRINCIPAL GSA > PRINCIPAL GSA

CIMB-PRINCIPAL GTR > PRINCIPAL GTR

CIMB-PRINCIPAL JEQ > PRINCIPAL JEQ

CIMB-PRINCIPAL KEQ > PRINCIPAL KEQ

CIMB-PRINCIPAL LTF > PRINCIPAL LTF

CIMB-PRINCIPAL PRMF > PRINCIPAL PRMF

CIMB-PRINCIPAL SET50 > PRINCIPAL SET50

CIMB-PRINCIPAL SIF > PRINCIPAL SIF

CIMB-PRINCIPAL TDIF-D > PRINCIPAL TDIF-D

CIMB-PRINCIPAL TREASURY > PRINCIPAL TREASURY

CIMB-PRINCIPAL VNEQ-A > PRINCIPAL VNEQ-A

CIMB-PRINCIPAL VNEQ-I > PRINCIPAL VNEQ-I

CIMB-PRINCIPAL iBALANCED-R > PRINCIPAL iBALANCED-R

CIMB-PRINCIPAL iDAILY-A > PRINCIPAL iDAILY-A

CIMB-PRINCIPAL iDAILY-C > PRINCIPAL iDAILY-C

CIMB-PRINCIPAL iDAILY-D > PRINCIPAL iDAILY-D

CIMB-PRINCIPAL iDAILY-I > PRINCIPAL iDAILY-I

CIMB-PRINCIPAL iDAILY-R > PRINCIPAL iDAILY-R

CIMB-PRINCIPAL iDIV-A > PRINCIPAL iDIV-A

CIMB-PRINCIPAL iDIV-C > PRINCIPAL iDIV-C

CIMB-PRINCIPAL iDIV-D > PRINCIPAL iDIV-D

CIMB-PRINCIPAL iDIV-R > PRINCIPAL iDIV-R

CIMB-PRINCIPAL iFIXED-A > PRINCIPAL iFIXED-A

CIMB-PRINCIPAL iFIXED-C > PRINCIPAL iFIXED-C

CIMB-PRINCIPAL iFIXED-R > PRINCIPAL iFIXED-R

CIMB-PRINCIPAL iGOLD-A > PRINCIPAL iGOLD-A

CIMB-PRINCIPAL iGOLD-R > PRINCIPAL iGOLD-R

CIMB-PRINCIPAL iPROP-A > PRINCIPAL iPROP-A

CIMB-PRINCIPAL iPROP-C > PRINCIPAL iPROP-C

CIMB-PRINCIPAL iPROP-D > PRINCIPAL iPROP-D

CIMB-PRINCIPAL iPROP-R > PRINCIPAL iPROP-R

CIMB-PRINCIPAL iPROPPLUS > PRINCIPAL iPROPPLUS

CIMB-PRINCIPAL iPROPRMF > PRINCIPAL iPROPRMF

CPAM APDE > PRINCIPAL APEQ

CPAM GSCEQ-R > PRINCIPAL GSCEQ-R

CPAM KOEQ > PRINCIPAL KOS

ถ้าท่านผู้ใช้มีการบันทึกกองทุนชื่อเก่าที่มีรายชื่อตามด้านบน  ให้ทำการ Copy Transactions เพื่อย้ายจากกองชื่อเก่าไปสู่ชื่อใหม่ ได้ด้วยตนเองนะครับ โดยให้ทำตามวิธีที่ผมเขียนบรรยายไว้แล้วใน blog นี้

หากยิ่งทำให้จบ คือ ย้ายให้เสร็จสิ้นยิ่งเร็วเท่าไร ก็ยิ่งดีนะครับ เพราะผมก็ยังปล่อยให้มีการ update ราคา NAV เข้าทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่ ไปจนถึงสิ้นปีนี้ครับ  ซึ่งถ้าพ้นสิ้นปีนี้ไปแล้ว พวกกองชื่อเก่าด้านบน จะไม่มีการ update NAV ใดๆ แล้วนะฮะ  เลยแนะนำว่า รีบ Copy Transactions ให้จบ ยิ่งเร็ว ยิ่งดีครับผม

ลองดูนะฮะ หากมีคำถามใดๆ เขียนมาตามช่องทาง Feedback ใน FIN App หรือ Facebook Page Inbox – https://www.facebook.com/fin.application/inbox/ ได้ตลอดเวลาครับผม 🙂

แนะนำฟีเจอร์ลับ ที่อาจจะได้ใช้ในบางกรณี ฟีเจอร์ Copy Transactions

29 July 2019 – ใน FIN มี feature หนึ่งครับ เอาไว้สำหรับ Copy Transactions (รายการซื้อขาย) จากกองหนึ่ง ไปสู่อีกกองหนึ่ง  โดยมีกรณีการใช้งานที่เฉพาะกิจเท่านั้นครับ จะไม่ได้เอาไว้ใช้สำหรับกรณีปกติทั่วไป วันนี้ใน blog นี้เลยจะมาเล่าถึงวัตถุประสงค์ และ วิธีการใช้ความสามารถนี้

Feature Copy Transactions นี้ไว้ใช้ตอนไหน ?

  • ใช้กรณีเดียวครับ คือตอนที่ กองทุนนั้นๆ มีการเปลี่ยนชื่อ เช่นจากชื่อ A ไปชื่อ B หรือยกตัวอย่างของจริงคือ  กองทุนชื่อเก่าชื่อ: TBGF8020   ชื่อใหม่: TW-E20
  • ระบบใน FIN ไม่ได้รองรับการเปลี่ยนชื่อกองทุนเหล่านี้ให้แก่ท่านผู้ใช้โดยอัตโนมัติครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่ต้องการสร้างความสับสนให้แก่ผู้ใช้ฮะ ที่ว่า เมื่อเปิดดู portfolio แล้ว พบกองชื่อใหม่ โดยที่ตนเองไม่รู้ หรือ ไม่แน่ใจว่า มาจากไหนหว่า
  • ทีนี้ เพื่อให้ผู้ใช้ ที่ต้องการ ปรับเปลี่ยนชื่อกองทุนใหม่ ผมเลยมี feature Copy Transactions ตรงนี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้ ทำการ Copy รายการซื้อขายต่างๆ จากกองเก่า ไปสู่กองใหม่ ด้วยตนเอง นั่นเอง

 

วิธีการใช้งาน feature นี้ ?

Step-1:  เปิดเข้า FIN ไปที่หน้า Portfolio จากนั้นเลือกกองทุน ที่ต้องการให้เป็นกองทุนต้นทาง (Source) แล้วกดเข้าไปในหน้า Transaction Detail ของกองนั้นๆ ยกตัวอย่างภาพด้านล่าง คือ หน้า Transaction Detail ของกอง TCMFENJOY  (เป็นตัวอย่างเฉยๆ นะครับ กองนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อแต่อย่างใด)

IMG_3541
หน้า Transaction Detail ของกองทุนหนึ่งๆ

 

Step-2: ที่หน้านี้เอง ปุ่มข้างบนสุดด้านซ้ายปุ่มที่ 2 (ปุ่มที่เป็นรูป เอกสาร 2 ชุดซ้อนกัน) นั่นคือปุ่มสำหรับเรียก feature นี้ขึ้นมาให้ทำงานครับ กดได้เลยฮะ จะได้ภาพหน้าจอตามรูปด้านล่างนี้

IMG_3542
หน้าจอ Feature Copy Transactions

 

Step-3: ใส่ชื่อกองทุนใหม่ (ชื่อที่กองทุนนั้นเปลี่ยนชื่อ) เข้าไปครับ  จากนั้นกดปุ่ม Done   ณ จุดการใส่ชื่อกองใหม่ตรงนี้จะขึ้นกับระบบใน FIN ด้วยนะครับว่ารองรับชื่อกองทุนใหม่เหล่านั้นแล้วหรือยัง  เมื่อกดปุ่ม Done จะขึ้น prompt ถามอีกครั้ง ตามรูปด้านล่างนี้

IMG_3543
หน้าจอถามเพื่อ Confirm ก่อนการ Copy Transaction จากต้นทาง ไป ปลายทาง

Step-4: การขึ้นถามแบบนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า กองปลายทางนั้น ยังไม่มีอยู่ใน portfolio นะครับ  เพราะถ้าหากมี กองปลายทาง (หรือกองชื่อใหม่) อยู่ใน portfolio อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากไหนก็ตาม   เมื่อกด Confirm ในหน้านี้ไปแล้ว  รายการใดๆ ของกองปลายทางนั้นที่มีอยู่ ณ เวลาก่อนที่จะกด Confirm จะโดนลบทิ้งทั้งหมดนะครับ  เพื่อทำการ Copy จากกองต้นทาง นี้เข้าไปใหม่  เป็นการเขียนทับโดยสมบูรณ์นะครับผม

เมื่อกด Confirm แล้วรอสักครู่ครับ ก็จะจบงานฮะ  จากนั้นกลับไปที่หน้า Portfolio ก็จะเห็น ทั้ง กองเก่า และ กองใหม่นะครับ  เมื่อท่านผู้ใช้ตรวจสอบ ยอดเงิน หรือ จำนวนหน่วยต่างๆ ได้เป๊ะ ครบถ้วนแล้ว ก็ค่อยลบกองเก่า ออกจาก portfolio ได้ครับผม (วิธีการลบกองออกจาก portfolio ให้ใช้นิ้วตวัดไปทางซ้าย หรือจะเรียกว่า swipe-left บนแถวของกองที่ต้องการลบนะครับ จะขึ้นเมนู เพื่อให้ Delete และถาม Confirm อีกครั้ง)

Feature นี้ก็จะทำงานประมาณนี้นะครับโดยมีกรณีการใช้งานที่จำกัดครับ โดยส่วนใหญ่เอาไว้ใช้ Copy Transactions จากกองทุนที่มีการเปลี่ยนชื่อ ไปเป็นชื่อใหม่ ซึ่งระบบใน FIN จะไม่มีการเปลี่ยนชื่อให้อัตโนมัติด้วยเหตุผลที่อธิบายไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นท่านผู้ใช้สามารถใช้ความสามารถนี้จัดการเรื่องนี้ได้ด้วยตนเองทันที

ลองดูครับผม หากมีคำถามอื่นใด เขียนมาในหน้า Feedback ใน FIN ได้เลยนะฮะ 🙂