FIN Feature ใหม่ Trending Asset สำหรับดูความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ลงทุนต่างๆแบบง่าย จบได้ในทัชเดียว

20 July 2019 – FIN App กองทุนรวม version ใหม่ที่ใกล้กำลังจะนำขึ้น Appstore นั้นมีความสามารถใหม่ ที่ยังอยู่ในช่วงทดลอง (หรือที่เรียกว่า เบต้าเทสติ้ง)  Feature ใหม่นี้ผมเรียกว่า Trending Asset ใน blog นี้จะมาเล่าถึง แนวคิด และ ผลลัพธ์ของความสามารถใหม่นี้กันนะครับ

ทำไมต้องมีฟีเจอร์นี้ ?

  • ผมพัฒนา FIN และนำขึ้น Apple Appstore มาตั้งแต่ปี 2015 ซึ่ง จะมีฟีเจอร์ดั้งเดิมคือ Fund Rank ทีนี้ด้วย Fund Rank นั้น คุณสามารถที่จะกรองประเภทของกองทุนรวม (Fund Type) และ เลือกเวลาที่พิจารณาย้อนหลังได้ (Timeframe)  ก็จะเห็นกองทุนประเภทนั้นๆ เรียงตามลำดับ Total Return ตามช่วงเวลาต่างๆ  อันนี้คือความสามารถพื้นฐานปกติของ Fund Rank   ซึ่งคุณจะต้องทราบ Fund Type หรือผมจะเรียกว่า Investment Asset Type ที่สนใจก่อน ถึงจะกดเลือกเข้าไปดูว่ามีกองทุนใด ที่น่าสนใจบ้าง
  • แต่ทีนี้โดยส่วนตัวผมเองนั้น   ในหลายๆ ครั้ง ผมต้องการทราบว่า  ณ ปัจจุบันนี้  มี Asset Type ใดบ้าง ที่กำลังมี Trending เกิดขึ้นอยู่ ซึ่ง Trending คือ แนวโน้ม  นั่นแปลได้ว่า เป็นไปได้ทั้งแนวโน้มพุ่งขึ้น และ พุ่งลง
  • ซึ่งถ้าใช้ Fund Rank ผมจะต้องกดดู Fund Type หลายประเภทเยอะมาก และ พิจารณาด้วยหลายช่วงเวลา (Timeframe) ซึ่งเมื่อกด Fund Rank เยอะๆ แล้ว จะมึนครับ และจำไม่ได้ เพราะข้อมูลเยอะ  ซึ่งเลยเป็นที่มาที่ผมจะต้องออกแบบพัฒนาฟีเจอร์ใหม่นี้ขึ้นมา  เลยตั้งชื่อฟีเจอร์ใหม่นี้ว่า Trending Asset นั่นเอง โดยกดทัชเดียว เห็นเลยครับ ว่า ณ เวลานี้ อะไรกำลังพุ่งขึ้นหรือลง และ เทียบกับ Asset Type อื่นๆ โดดเด่นฉีกจากกลุ่มขนาดไหน
  • แต่ทั้งหมดนี้ ฟีเจอร์ใหม่นี้ ยังอยู่ในช่วงของการทดลองนะครับ ซึ่งผมเปิดรับ user feedback ให้เขียนเข้ามา เพื่อให้ความเห็นได้ฮะ  เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป  รวมถึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะตัดสินใจว่าจะพัฒนาต่อไป หรือว่า หยุดการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่นี้ด้วยเช่นกันนะครับผม 🙂

 

หน้าตา Feature ใหม่นี้เป็นอย่างไร ลองดูได้จากภาพด้านล่างนี้

IMG_3331
FIN Trending Asset @ 29 June 2019

ภาพด้านบนนี้ เป็นการกดดู Trending Asset ณ ช่วงประมาณวันที่ 29 June 2019 ซึ่งช่วงจังหวะนั้น  ตลาดหุ้นไทย กำลังดีดตัวพุ่งทะยาน และ ช่วงเวลานั้น กลุ่ม ทองคำ และ Property Fund ก็พุ่งทะยานเช่นกัน ข้อมูลเหล่านี้ เราจะกดดูได้ทันที และ รู้ทันที ว่า ณ ช่วงเวลานั้นๆ  กลุ่ม Investment Asset ใด มีการเคลื่อนตัวเป็นอย่างไร กลุ่มไหนกำลังเด่น (ทั้งขึ้น และ ลง)

ต่อด้วยอีกหนึ่งตัวอย่าง ครับ ภาพด้านล่างนี้

IMG_3402
FIN Trending Asset @ 14 July 2019

ภาพด้านบนคือ ผลลัพธ์เมื่อกดดู Trending Asset ณ วันที่ 14 July 2019  ซึ่งจะพบว่า ณ วันนั้นจากข้อมูลที่มีอยู่ Asset Type กลุ่มที่ลงทุนในเทคโนโลยี นั้นพุ่งแรงมาก  และตามด้วยกลุ่มของ Property Fund ที่ พุ่งฉีกขาดออกจาก กลุ่มหุ้นไทย ซึ่งหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ลดความร้อนแรงลง เป็น Sideway หลังจากขึ้นมาแรง แต่แนวโน้มก็ยังใช้ได้ดีอยู่  ย้ำนะครับ ข้อมูลเหล่านี้พิจารณาจากข้อมูลในระบบ ณ วันที่ 14 July 2019 นั่นเอง

เบื้องหลังการคำนวณ Trending Asset คืออะไร?

เป็นการคำนวณโดยอาศัยศาสตร์ความรู้ด้าน Data Science ที่โดยส่วนตัวผมกำลังศึกษาอยู่  แต่ทั้งหมดนี้เป็นการคำนวณโดยใช้ข้อมูลในอดีตในหลายๆ ระยะเวลาพิจารณา เพื่อให้เราเห็น Insight สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ ณ เวลาปัจจุบัน ที่เรากำลังกดดู Trending Asset ตรงนี้นะครับ   ขอย้ำนะครับข้อมูลตรงนี้ไม่ได้บ่งบอกอนาคต ว่ามันจะกำลังเป็นขาขึ้น หรือ กำลังจะเป็นขาลง  เพราะการ Prediction ลักษณะนั้น ถ้าผมจะพัฒนาขึ้นมาจริงๆ จะต้องใช้ศาสตร์ความรู้ด้าน Machine Learning (AI แขนงหนึ่ง) มาสร้างโมเดลการทำนาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยฮะ กับการสร้างโมเดลทำนาย สิ่งที่จริงๆ “อาจจะ” ไม่สามารถทำนายได้ 🙂  หรือ “อาจจะ” ทำนายได้แต่ ความแม่นยำถูกต้องไม่มีทางเป็น 100% ได้ครับผม

การคำนวณ Score ต่างๆ ที่จะเห็นตัวเลขทางด้านขวาในรูป ตรงส่วนของตารางนั้น   เป็นการคำนวณแบบ Relative Score นะครับ  นั่นแปลว่า  ค่า Score จริงๆ ไม่ได้มีความหมายในเชิงจำนวนหน่วยของ Score ฮะ แต่เวลาดู Score ของ Asset Type ใดนั้น ให้ดูเทียบกับ Asset Type อื่นๆ ครับ ว่ามัน เกาะกลุ่ม หรือฉีกตัวขึ้น หรือ ฉีกตัวลง ขนาดไหนอย่างไร  เราจะเปรียบเทียบกันระหว่าง Asset Type ได้ นั่นเอง

ค่า Score นั้นหากเป็นตัวเลขบวกยิ่งมาก (เมื่อเทียบกับของ Asset Type อื่นๆ) นั่นแปลว่า ในเวลานี้ (เวลาที่กดดูใน Trending Asset)  Asset นั้นๆ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในทางตรงกันข้ามนะครับ หากเจอตัวเลขลบ (ติดลบ) ยิ่งมากขึ้น แสดงว่า มีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง   และในกลุ่มที่มีค่า Score ใกล้ๆ 0 (ทั้งทางบวก และ ทางลบ) แสดงว่า อยู่ในจุดที่ แรงบวก หรือ แรงลบ ลดลงครับ (แผ่ว)  อาจจะเข้าสู่สภาวะ sideway นิ่งๆ ลดความร้อนแรงลง หรืออีกนัยยะนึง ช่วงเวลานี้ๆ มันไม่ได้มีการเคลื่อนที่ของราคาที่รุนแรงฮะ เนิบๆ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป 🙂

สำหรับวิธีการเข้าไปใช้ Trending Asset นั้น สามารถเข้าผ่านหน้าจอ Fund Rank ได้เลยนะครับ ตามตัวอย่างหน้าจอรูปด้านล่างนี้ครับ  จะมีปุ่ม Trending Asset อยู่ทางด้านบนนะครับ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอ FIN Version ใหม่ (Version 3.10 ขึ้น Appstore ก่อนนะฮะ ซึ่งน่าจะอีกไม่นานจากนี้)

IMG_3421
New Fund Rank User Interface

สรุปปิดท้าย ผมได้ประโยชน์อะไรจากฟีเจอร์ Trending Asset ใหม่นี้ ?

  • ผม “คาดว่า” ฟีเจอร์นี้จะทำให้ผม รู้การเคลื่อนไหวของ Investment Asset Type ต่างๆ ทั่วโลก (ที่ FIN รองรับ) ได้รวดเร็วขึ้นครับ   เชื่อมั๊ยครับ ว่าที่ผ่านมาโดยส่วนตัวผมเองนั้น ไม่เคยลงทุนใน Property Fund เลยครับ  จนมาเห็นว่ามันน่าสนใจมาก และ พลาดโอกาสมานาน ก็ตอนที่เปิด Trending Asset ดูนี่ล่ะฮะ  🙂
  • เมื่อผมรู้ ความเคลื่อนไหวของประเภทสินทรัพย์ต่างๆ แล้ว ค่อยนำมาประกอบการพิจารณา อัพเดทแผนการลงทุนของผมเองต่อไปได้นั่นเอง  เหมือนขอใช้ Insight จากจุดนี้มาออกแบบ theme การลงทุนของตนเอง ในแต่ละช่วงเวลานั่นเอง   เพราะก่อนหน้านี้กว่าจะรู้ความเคลื่อนไหวของ Asset Type ต่างๆ  ต้องมานั่งกดในหน้า Fund Rank ซึ่งใช้เวลาเยอะ และ มึนด้วยนะครับ 5555+

แต่ย้ำนะครับ ว่า ฟีเจอร์นี้ไม่ได้บอก อนาคตของ Investment Asset ใดๆ  แต่มันแค่ วัดค่า (ผ่านการ scoring) ออกมาโดยคำนวณจากข้อมูลในอดีต และ สรุปออกมา ณ จุดที่เรากดใช้ Trending Asset ครับ ทำให้ประหยัดเวลา ไม่ต้องไปนั่งเคาะใน Fund Rank หลายรอบครับ

และท้ายสุดนี้ ฟีเจอร์นี้ก็ยังอยู่ในช่วงการทดลอง และเฝ้าดูจากทางผม และ user ที่กำลังจะได้ใช้ฟีเจอร์ใหม่นี้ครับ หากมี feedback ใดๆ เขียนเข้ามากันได้ตลอดนะครับ  เพื่อมาร่วมกำหนดทิศทาง roadmap ของฟีเจอร์ประเภทนี้ในอนาคตภายใน FIN App ครับ  ซึ่งผมขอสงวนสิทธิ์ที่จะตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับ อนาคตของฟีเจอร์ Trending Asset นี้นะครับ  กล่าวโดยรวมคือ ถ้ามันมีประโยชน์ก็ไปต่อครับ  แต่ถ้าดูแล้วไม่ได้ช่วยอะไรหรือไม่มีประโยชน์ ก็คงตัดออกจาก FIN ครับ  เลยขอใช้คำว่าเป็น ฟีเจอร์ เบต้าเทสติ้ง นั่นเอง

หากอ่านถึงจุดนี้ ต้องขอขอบคุณท่านผู้ใช้มากนะครับ 🙂

อธิบายคำย่อต่างๆ ของ FIN App หน้า Fund Rank

4 May 2019 – บทความนี้จะอธิบายถึงความหมายของคำย่อต่างๆ ในหน้า Fund Rank ของ FIN App นะครับ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 แกน คือ แกนแนวตั้ง (คำย่อต่างๆ ในเชิงประเภทกองทุน) และ แนวนอน (คำย่อต่างๆ ในเชิงช่วงเวลาย้อนหลัง)

แกนแนวตั้ง ผู้ใช้สามารถกรองกองทุนตามหมวดต่างๆ ที่ปรากฎในแกนแนวตั้งนี้ได้

  • All – ไม่กรอง คือให้แสดงทุกกองทุน ไม่แบ่งประเภท
  • LTF – ให้แสดงเฉพาะกองทุนประเภท LTF
  • RMF – ให้แสดงเฉพาะกองทุนประเภท RMF
    • ถ้าแตะนิ้วค้างไว้ จะขึ้นประเภทกองทุน RMF ที่เป็นประเภทย่อยให้เลือกได้
    • All – ไม่กรอง ให้แสดงทุกกองทุน RMF
    • MMF – ให้แสดงเฉพาะกองทุนกลุ่ม RMF ประเภทที่ลงทุนใน Money Market Fund (MMF)
    • FIX – ให้แสดงเฉพาะกองทุนกลุ่ม RMF ประเภทที่ลงทุนใน ตราสารหนี้ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
    • EQ – ให้แสดงเฉพาะกองทุนกลุ่ม RMF ประเภทที่ลงทุนใน หุ้นไทย (Thai Equity) เป็นหลัก
    • MIX – ให้แสดงเฉพาะกองทุนกลุ่ม RMF ประเภทที่กองทุนผสม (ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ทั้งในและ/หรือต่างประเทศ)
    • FIF – ให้แสดงเฉพาะกองทุนกลุ่ม RMF ประเภทที่ลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก
  • EQ – ให้แสดงเฉพาะกองทุนประเภทที่ลงทุนในหุ้นไทย (Thai Equity) แบบกระจายทั่วไป (ไม่รวมกลุ่มที่ลงทุนแบบเฉพาะอุตสาหกรรม)
  • FIF – ให้แสดงเฉพาะกองทุนประเภทที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศเป็นหลัก
    • ถ้าแตะนิ้วค้างไว้จะขึ้นประเภทย่อยให้เลือกได้
    • All – ไม่กรอง ให้แสดงทุกกองทุน ที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ เป็นหลัก
    • FIX – ให้แสดงเฉพาะกองทุน ที่ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ
    • EQ – ให้แสดงเฉพาะกองทุน ที่ลงทุนในตราสารทุน หรือ หุ้นต่างประเทศ (ไม่รวมกลุ่มที่ลงทุนต่างประเทศแบบเฉพาะอุตสาหกรรม)
    • MIX – ให้แสดงเฉพาะกองทุน ประเภทผสม (ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ต่างประเทศ)
  • FIX – ให้แสดงเฉพาะกองทุนประเภทตราสารหนี้
    • ถ้าแตะนิ้วค้างไว้จะขึ้นประเภทย่อยให้เลือกได้
    • All – ไม่กรอง ให้แสดงทุกกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ เป็นหลัก
    • Thai – ให้แสดงเฉพาะกองทุน ที่ลงทุนในตราสารหนี้ในไทย เป็นหลัก
    • Short – ให้แสดงเฉพาะกองทุน ที่ลงทุนในตราสารหนี้แบบระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี)
    • Mid – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้แบบระยะกลาง (ระยะ 1-3 ปี)
    • Long – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้แบบระยะยาว (เกินกว่า 3 ปี)
  • MMF – ให้แสดงเฉพาะกองทุนประเภทตลาดเงิน (Money Market Fund)
  • MIX – ให้แสดงเฉพาะกองทุนรวมผสม
  • GHC – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ Health Care
  • PRP – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับ Property
  • ENY – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ พลังงาน
  • GLD – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับ ทองคำ
  • FIN – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ การเงิน
  • TECH – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี
  • INFRA – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ โครงสร้างพื้นฐาน
  • MISC – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่จัดอยู่ในกลุ่ม Miscellaneous ที่ไม่สามารถจัดกลุ่มได้ชัดเจน
  • FOF – ให้แสดงเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในลักษณะ Fund of Funds ที่จะไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นอีกทอด
  • INDX – ให้แสดงเฉพาะกองทุนประเภท กองทุนรวมดัชนี  ที่อ้างอิงดัชนีของตลาดต่างๆ เช่น SET50, S&P500, NASDAQ100 รวมถึง ETF ต่างประเทศ เป็นต้น โดยมีกลยุทธ์การลงทุนแบบ passive management
  • ETF – ให้แสดงเฉพาะกองทุนประเภท ETF (Exchange Trade Fund) ที่สามารถลงทุนได้โดยตรงภายในประเทศไทยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

IMG_2813

สำหรับคำย่อต่างๆ แกนแนวนอน นั้นจะเป็นคำย่อที่เกี่ยวกับ ช่วงเวลาการพิจารณา performance ของกองทุนรวมต่างๆ ย้อนหลัง ตั้งแต่ 1 วัน ย้อนหลังไปจนถึง 5 ปี เทียบกับ วันปัจจุบันที่มีค่า NAV ล่าสุด ดังนี้

  • 1D – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลัง 1 วัน
  • 1W – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลัง 1 สัปดาห์
  • 2W – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลัง 2 สัปดาห์
  • YTD – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลังจากวันปัจจุบันย้อนหลังไปที่ ค่า NAV ของวันทำการวันสุดท้ายของปีก่อนหน้า (สิ้นปีที่แล้ว)
  • 1M – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลัง 1 เดือน
  • 3M – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลัง 3 เดือน
  • 6M – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลัง 6 เดือน
  • 1Y – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลัง 1 ปี
  • 3Y – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลัง 3 ปี
  • 5Y – ดู performance ของกองทุนรวมต่างๆ โดยพิจารณาที่ระยะเวลาย้อนหลัง 5 ปี

ช่วงเดือน March 2019 ที่ผ่านมา ผมเพิ่งมีการปรับเพิ่มในส่วนของประเภทกองทุนต่างๆ ซึ่งประเภทกองใหม่ๆ มาอีกหลายประเภท โดยจะมีให้เลือกกรองได้ใน FIN App ใน  version ที่กำลังจะ update ขึ้น Appstore ในเร็ววันนี้นะครับ (ช่วงเดือน April 2019)   ถ้าตอนนี้เปิด FIN App แล้วยังไม่เห็นกองทุนประเภทใหม่ที่สามารถกรองได้ อย่าเพิ่งแปลกใจฮะ 🙂

หากมีคำถามอื่นใด เขียนมาได้ในหน้า Feedback ภายใน FIN App หรือ อีเมลมาได้นะครับ ที่ support@fin.cool ครับผม ขอบคุณครับ

รู้จัก Fund Compare Feature ที่สำคัญของ FIN App

อย่างที่ทราบกันดีครับว่า FIN App มีข้อมูลกองทุนอยู่จำนวนมาก หลากหลายมิติ และ หลากหลายประเภทข้อมูลครับ Feature “Fund Compare” จะเป็นความสามารถที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ เพื่อให้ทำการเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านั้นได้ ง่าย สะดวก และ รวดเร็ว ในบทความนี้จะนำภาพตัวอย่าง และ วิธีใช้งานของความสามารถนี้มาแชร์ให้เห็นกันครับผม

หากผู้ใช้ upgrade FIN เป็น version 3.8 ล่าสุด  จะเห็นหน้าจอของหน้า Fund Rank ตามรูปด้านล่าง ซึ่งจะมีปุ่มสีส้มอยู่ที่มุมด้านขวาด้านล่าง  ปุ่มนี้เป็นความสามารถใหม่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามา เพื่อช่วยทำเรื่อง Fund Compare ให้สะดวกขึ้นอย่างมาก

IMG_9750.PNG

เมื่อกดปุ่มสีส้มแล้ว ผู้ใช้สามารถที่จะเลือก กองทุนใดๆ ก็ได้ ที่อยู่ในหน้า Fund Rank หน้านี้ โดยสามารถเลือก ประเภท และ ช่วงเวลาย้อนหลังต่างๆ ได้หมดนะครับ เลือกได้อย่างเต็มรูปแบบและอิสระ และ เมื่อพอใจแล้ว ก็ที่ปุ่มสีส้มนี้ จะนับจำนวนกองทุนที่เลือกไว้ครับ (ภาพตัวอย่างนี้คือเลือกไป 6 กองทุน) กดเข้าไปอีกรอบจะขึ้นเมนูถามเพิ่มเติม

IMG_9738.PNG

เมื่อเจอขึ้นถามก็จะมี 3 เมนูย่อยครับ เมนูบนสุดคือ เลือกเพื่อสั่งให้เปิด Fund Compare ส่วนเมนูถัดมาคือให้ Reset การเลือกกองทุนก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะเลือกใหม่ หรือ ไม่เลือกแล้วก็ตาม (ล้างตระกร้ากองทุนที่เลือกไว้)  และเมนูสุดท้ายคือ ปิดหน้าจอนี้ไปก่อน เพราะยังอยากเลือกกองทุนอื่นๆ เพิ่มเติม

IMG_9739.PNG

เมื่อเข้าหน้า Fund Compare ก็จะมีหน้าจอตัวอย่างตามภาพด้านล่างนี้ครับ  โดยความสามารถ Fund Compare นั้น สามารถ เปรียบเทียบข้อมูลกองทุนต่างๆ ได้ใน 3 โหมดใหญ่ๆ

  1. โหมดที่ 1 คือ เทียบในเชิง Fund Performance ในช่วงเวลาต่างๆ ย้อนหลังครับ เช่นที่ระยะ 5 ปี, 3 ปี, 1 ปี, 6 เดือน หรืออื่นๆ ตามที่มีข้อมูล
  2. โหมดที่ 2 คือ เทียบแบบ Shot-by-Shot เลยครับ เป็นการสมมติว่า ถ้าเราเริ่มลงทุนกองที่เราต้องการเปรียบเทียบพร้อมกัน ในวันที่เริ่มต้น (ซึ่งเรากำหนดได้)  จนถึง วันสิ้นสุด (ซึ่งเราก็กำหนดได้เช่นกัน) ว่ากองไหน มีการวิ่งขึ้นลงของ Value อย่างไรบ้าง
  3. โหมดที่ 3 คือ เทียบในรูปแบบตารางครับ โดยนำค่าข้อมูลต่างๆ ของแต่ละกอง มาเทียบกันในตาราง 2 มิติ

วิธีการสับโหมดการเปรียบเทียบนี้ หากดูจากรูปด้านล่างนี้  ที่ด้านบนมุมขวาของหน้าจอ จะเห็นรูปลูกศร ซ้ายขวา นะครับ กดได้เลยฮะ จะเป็นการสับโหมดการเปรียบเทียบไปใน 3 โหมด  หรือ กดปุ่มด้านบน ตรงกลาง ก็ได้เช่นกัน  (ปุ่มที่เขียนว่า Compare: Period ตามรูปด้านล่าง)  ก็จะขึ้นมาให้เลือกเลยฮะ ว่าจะเทียบในโหมดใด

IMG_9740.PNG

ซึ่ง ด้านล่างของหน้าจอนี้ เราสามารถเลือกกองทุนที่เราต้องการ เปรียบเทียบได้ครับ ว่าจะนำกองใด มาเทียบบ้าง ไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดทุกกองเทียบพร้อมกันเวลาเดียวกันนะครับ เพราะข้อมูลคงจะแสดงผลมากเลยทีเดียว ลองดูภาพตัวอย่างด้านล่างนี้ครับ จะเป็นการเปรียบเทียบ 4 กอง ได้แก่ UOBLTF, MIF-LTF, JB25 LTF และ ABLTF

IMG_9741.PNG

ถัดมาครับ ลองเปลี่ยนเป็นโหมดการเปรียบเทียบแบบ  Shot by Shot โดยสมมติว่าเราลงทุนทั้ง 4 กองนี้พร้อมกัน วันที่ 21 June 2018 ยาวไปจนถึงวันนี้ (19 Sep 2018) นะครับ  วันที่นี่เราสามารถใช้นิ้วแต เพื่อปรับเปลี่ยนวันที่ได้อย่างอิสระ  การเปรียบเทียบในโหมดนี้เหมือนนำกองทุนทั้ง 4 กองมาวิ่งแข่งกัน ณ จุดเริ่มต้นเดียวกันครับ โดยจากภาพตัวอย่างนี้ เราจะเห็นคร่าวๆ แล้วว่า  กองสีม่วง กับ สีฟ้า นี่วิ่งดีกว่า อีก 2 สีที่เหลือ  ในช่วงเวลาที่เราลองจำลองการแข่งขันตรงนี้นะครับ โดยในแกน Y นั้นจะคิดเป็น %Profit (หรือ %Loss) โดยรวมเรื่องของ NAV Change + Dividend เข้าไปหมดแล้ว (ถ้ากองไหนมี Dividend)

IMG_9742.PNG

ซึ่งจุดเริ่มต้น (Begin) และ จุดสิ้นสุด (End) ของการเปรียบเทียบนั้นค่อนข้างสำคัญนะครับ เพราะมันคือ ช่วงเวลาย้อนหลังที่เราต้องการพิจารณานั่นเอง  อย่างภาพด้านบนนั้นผมจะเทียบแค่ 3 เดือนย้อนหลังครับ แต่ภาพด้านล่างนี้ ผมเทียบที่ 1 ปีย้อนหลัง จะเห็นว่า กราฟที่ได้ก็คนละแบบเช่นกัน เพราะจุดเริ่มต้นมันไม่เท่ากัน ต้นทุนก็แตกต่างกันครับ  เราเลยต้องเลือกเวลาพิจารณาให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เราต้องการเทียบ

IMG_9744.PNG

ส่วนโหมดการเปรียบเทียบในรูปแบบตารางนั้น จะมีตัวอย่างหน้าจอตามรูปด้านล่างนี้ครับ เป็นตาราง 2 มิติที่จะ Pin ชื่อกองทุนไว้ด้านบน และ ข้อมูลที่ต้องการเปรียบเทียบไว้ด้านซ้ายนะครับ เราสามารถ scroll ไปได้ในทั้ง 2 ทิศทาง (ต้องลองใช้ดูครับ)

IMG_9745.PNG

ถ้า scroll ลงมาด้านล่าง จะเห็นการเปรียบเทียบด้าน Absolute Return และ Max Drawdown (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Drawdown) รวมถึงสัดส่วนระหว่าง Absolute Return และ Max Drawdown  ด้วยเช่นกัน (ที่เขียนเป็นตัวอักษรสีเหลืองว่า Return/MDD @ Timeframe ต่างๆ)  ซึ่งจุดนี้ ขอย้ำนะครับ ว่า ผมสังเคราะห์ field ข้อมูลของการนำ Absolute Return มาหารกับ Max Drawdown (เอาค่า Max Drawdown แบบที่ไม่ใช่ค่าติดลบมาใช้นะครับ) ตรงนี้ เป็นแบบ simple math calculation เพื่ออำนวยความสะดวกในการเทียบเท่านั้นนะครับ มันจะไม่ใช่ Ratio ในกลุ่มที่เรียกว่า Risk Adjusted Return  ดังนั้นแล้ว การนำข้อมูลนี้ไปใช้ตัดสินใจใดๆ นั้น ผมยังคงขอย้ำว่า ให้ตรวจสอบจากหลายๆ แหล่งข้อมูล ก่อนการตัดสินใจลงทุนใดๆ ผมสร้าง FIN มาเพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกเท่านั้น เรื่องความถูกต้องของข้อมูลใดๆ นั้น นักลงทุนยังคงต้อง พิจารณาไตร่ตรองอย่างระมัดระวังด้วยตนเอง ครับ ผมไม่สามารถรับประกันความถูกต้องของข้อมูลใดๆ ได้ นะฮะ ตามที่เขียนไว้ (อ้างอิงตาม FIN App Term of Service)

IMG_9746.PNG

สุดท้ายครับ หน้า Fund Compare ตรงนี้ ผมมี Tip แนะนำอีกนิดนึงคือ  กรณีที่ต้องการเปิดดูหน้า Fund Profile ของแต่ละกองทุนตรงนี้  ผู้ใช้สามารถใช้นิ้ว กดจิ้มค้างไว้ (หรือที่เรียกว่า Long press gesture) ตรงชื่อ กองทุนครับ  ทั้งชื่อที่หัวตารางด้านบน  หรือ ชื่อด้านล่าง ได้หมดนะฮะ  แล้ว FIN จะเปิดหน้า Fund Profile ขึ้นมาแสดงผลให้ได้ครับ

หวังว่าความสามารถ Fund Compare นี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้นะครับ โดยความสามารถนี้อยู่ในส่วนหนึ่งของ FIN Premium Service ด้วยเช่นกัน  ถามว่าถ้าไม่มี Feature นี้ยังสามารถเปรียบเทียบได้หรือไม่  ก็ได้ครับ แต่ว่าคงต้องหากระดาษมาจดนะฮะ  ซึ่งก็ไม่สะดวกเท่าไรนะครับและล่าช้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นแล้วผมเลยใช้เวลาสร้างความสามารถ Fund Compare ในหลายมิติตรงนี้ขึ้นมาเพื่อ ลดเวลา ทำให้มันสะดวกต่อผู้ใช้ และน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ครับ 🙂

 

 

 

 

ทำความรู้จักค่า Drawdown และการนำมาประเมินความเสี่ยงของการลงทุน

ตั้งแต่ Fund Factsheet ของกองทุนรวมแบบใหม่ถูกนำมาใช้  ภายในนั้นจะมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ข้อมูลหนึ่ง ที่เรียกว่า Maximum Drawdown ซึ่งภาษาไทยจะเรียกว่า “ผลขาดทุนสูงสุด” ในรอบระยะเวลาที่สังเกตที่ผ่านมา ค่านี้จะแสดงผลเป็นค่าติดลบเสมอครับ โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์  ค่านี้จะเอาไว้ใช้ประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่เรากำลังพิจารณาลงทุนครับ   ในบทความนี้จะอธิบายว่า ทำไมค่า Maximum DrawDown นี้ มันถึงดูเข้าใจง่ายกว่า ค่าบ่งชี้ความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่เราลงทุนค่าอื่นๆ เช่น SD (Standard Deviation) หรืออื่นๆ (คือผม มองว่ามันเข้าใจง่ายนะครับ คนอื่นๆ อาจจะมองตรงข้ามก็ได้นะ 555+)

เริ่มต้นชี้ให้เห็นเลยครับ ว่าค่า Drawdown นี้มันนิยามเป็นอย่างไร ดูจากภาพ chart ด้านล่างนี้จะง่ายสุดนะครับ ปกติ มูลค่าของสินทรัพย์นั้นๆ จะเปลี่ยนไปตามเวลา  แกน X คือ แกนของเวลา  แกน Y คือ แกนของ Net Asset Value ของสินทรัพย์นั้นๆ  จุดที่เกิด Drawdown คือ จุดที่อยู่ในภาพ สีแดงเข้มๆ ครับ

drawdown
ภาพจาก http://cdar.berkeley.edu/researcharea/drawdown-risk/

นิยามของ Drawdown คือ  ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นที่เรากำลังสังเกตดูย้อนหลังอยู่นั้น ราคาของสินทรัพย์นั้นๆ มีการปรับตัวลดลงต่ำสุด จากจุดสูงสุดที่ผ่านมา เท่าไรบ้างโดยจะคิดเป็นเปอร์เซ็นนะครับ  โดยสูตรการคำนวณคือ  เอา ( Valley Value – Peak Value ) หารด้วย Peak Value อีกที จากนั้นคูณด้วย 100 เพื่อให้ได้ค่าเปอร์เซ็นต์ออกมา สูตรนี้ยังไงก็ได้ค่า ติดลบ นะครับ

( (Valley Value – Peak Value) / Peak Value ) * 100.0

ถ้ามองข้อมูลอดีตย้อนหลัง 1 ปี , 3 ปี หรือ 5 ปี นั้น เราจะเห็นจุด Drawdown มากมายแน่นอนครับ ยกเว้นสินทรัพย์ประเภทที่มีแต่มูลค่าขึ้นตลอดนะครับ เช่นกลุ่ม Money Market Fund นะครับ อันนั้นน่าจะขึ้นตลอด แทบจะไม่มีค่า Drawdown ให้คำนวณ  ทีนี้เมื่อมีจุด Drawdown จำนวนมาก  จุดที่เราสนใจจริงๆ คือ  ในอดีตของสินทรัพย์ตัวนี้ มีจุด Drawdown สูงสุดอยู่ที่เท่าไร นั่นเอง หรือที่เรียกว่า Maximum Drawdown  ถ้าดูจาก Chart ด้านบน ก็จะเห็นฮะว่า  small drawdown นั้น มีขนาดเล็กกว่า  large drawdown นั่นเอง  ซึ่งจากรูปด้านบนนี้  large drawdown ตรงนั้นคือค่า Maximum Drawdown นั่นเอง

นั่นแปลว่า  ถ้าเรามองข้อมูลอดีตของกองทุนหรือหุ้นตัวนี้ๆ แล้ว  เราเห็นช่วงที่ขาดทุนสูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์ นั้นจะทำให้เราเข้าใจความเสี่ยงได้ดีขึ้นมากพอสมควร  (เมื่อเทียบกับค่า SD: Standard Deviation) เพราะว่า เราจะเข้าใจค่า % Drawdown นั่นเอง ว่า ถ้ามันมีค่าอยู่ที่ -20%  นั่นแปลว่า  ถ้าเราลงทุนที่จุด Peak จำนวนเงิน 100 บาท และ เจอภาวะ Drawdown ที่ -20%  นั่นแปลว่า ที่จุดต่ำสุด เงินลงทุนเราจะเหลืออยู่ที่ 80 บาท นั่นเอง  คือตัวเลขค่านี้มันจะทำให้เราคำนวณออกมาเป็นจำนวนเงินที่หายไปได้ (Unrealized Loss) ครับ ว่าเราจะรับไหวมั๊ยนะ

ทีนี้ โดยสถิติแล้ว เรามักจะไม่ได้ลงทุนอยู่ที่จุด Peak สักเท่าไรอยู่แล้วครับ (ยกเว้นซวยจริงๆ 5555+ ซึ่งบางคน อาจจะเคยมีประสบการณ์)  นั่นแปลว่า  ค่า Drawdown ถ้าเราลงทุนจริงก็อาจจะน้อยกว่าค่านี้ฮะ  ดังนั้น การเห็นค่า Maximum Drawdown นั้นเหมือนกับการที่เราได้เห็น ค่าขาดทุนสูงสุดในอดีตของสินทรัพย์นี้ๆ แล้ว ว่าอยู่ในระดับที่เรายอมรับได้หรือไม่ นั่นเอง  ก็เลยมักจะถูกนำมาใช้ในการประเมินความเสี่ยง ในการลงทุนครับ

แต่ !!! ทั้งหมดนี้ คือ การวัดค่าข้อมูลที่อยู่ในอดีตนะครับ  อนาคตไม่มีใครสามารถทำนายได้ชัดเจนอยู่แล้ว  อาจจะเกิด Drawdown ที่เป็นค่าที่ใหญ่กว่าค่าเดิมในอดีตก็ได้เช่นกัน ฉะนั้นการติดตามการลงทุนในสินทรัพย์ที่เราลงทุนอยู่นั้น ยังคงเป็นเรื่องสำคัญครับ

ภาพต่อมาครับ ภาพ chart ด้านล่างนี้ จะชี้ให้เห็นค่าอีกค่าหนึ่ง ที่เอาไว้ประเมินร่วมกันครับ  นั่นคือ Recovery Time นั่นเอง ซึ่งมันคือ จำนวนวันทั้งหมดที่ สินทรัพย์นั้นๆ เกิดค่า Drawdown แล้ว ต้องใช้ระยะเวลาทั้งหมดกี่วัน ถึงจะกลับมา เท่าทุน นั่นเอง

maxdur1
ภาพจาก https://www.mutualfundobserver.com/2014/08/recovery-time/

จากที่ผมเห็นข้อมูลมา  ก็มีหลายสินทรัพย์ที่ใช้ระยะเวลา ไม่กี่สิบวัน  บางสินทรัพย์ก็ใช้ระยะเวลา ไม่กี่ปี (หลายร้อยวัน) ถึงจะกลับมาคืนทุนเท่าเดิมนะครับ  ก็จะหลากหลายกันไป แล้วแต่ช่วงจังหวะ

อ่านถึงจุดนี้จะเข้าใจกันแล้วนะครับว่าค่า Drawdown เหล่านี้โดยส่วนตัวผมมองว่า เป็นค่าที่มีประโยชน์แก่การนำมาพิจารณาคัดเลือก สินทรัพย์เพื่อการลงทุนพอสมควรครับโดยมองในมุมของความเสี่ยงนะครับ ว่าเราจะรับ ค่าขาดทุนสูงสุด “ในอดีต” ของสินทรัพย์นั้นๆ ได้มากน้อยแค่ไหน  รับได้หรือไม่  เพราะเวลาเราเลือกลงทุนใดๆ นั้น แน่นอนว่า เราจะมองทั้ง Reward (ผลตอบแทน) และ Risk (ความเสี่ยง) เสมอๆ  ดังนั้นใน FIN App กองทุนรวม version ใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ (วันนี้วันที่ 16 September 2018 ยังไม่ได้เอาขึ้น App Store นะครับ แต่อีกไม่นานจากนี้จะขึ้นครับ)  จะมีข้อมูลเหล่านี้ให้ดูประกอบการพิจารณาด้วยเช่นกัน  โดยตัวอย่างหน้าจอจะเป็นดังภาพด้านล่างนี้ครับ

IMG_9670
Download ได้ที่  https://bit.ly/fin_app   หรือ   https://apple.co/2xlw3B3

 

วิธีการใช้คือ กดเข้าดู Fund Profile ที่ต้องการ จากนั้นกดที่ Tab ที่เขียนว่า Chart ครับ  (ตามภาพด้านบน) ทีนี้ โดยปกติที่หน้า Chart ก็จะแสดง กราฟของ NAV ตามช่วงระยะเวลาย้อนหลังต่างๆ ตามที่ต้องการ  แต่ใน version ใหม่นี้ จะแสดงค่า Drawdown ได้ด้วย โดยการกดที่ปุ่ม DD ครับ  แล้วจะแสดง NAV พร้อมกับ แถบ Drawdown ต่างๆ ให้เห็นกันชัดๆ เลยครับ ว่า จุด Peak อยู่ที่วันไหน Valley วันไหน และ Recovery วันไหน ใช้ระยะเวลาเท่าไร อย่างชัดเจน

นอกเหนือไปจากนั้นก็จะแสดง Drawdown ย่อยอื่นๆ ด้วยครับ  ตาม List ด้านล่างของหน้าจอเลยฮะ เราก็จะเห็นจุด Drawdown อื่นๆ ที่ไม่ใช่ Maximum Drawdown ไปด้วยเช่นกันฮะ เรียกได้ว่า มาครบครันเลยทีเดียว สำหรับ version ใหม่ นี้

ปิดท้ายบทความนี้ ด้วยเรื่องของ ค่าความเสี่ยง ตรงนี้อีกรอบนะครับ ว่า การขาดทุนใดๆ ถ้าต้องการแก้ไขกลับคืนให้มาอยู่จุดเดิม ถ้ายิ่งขาดทุนมาก เราต้องลุ้นกันตัวโก่งและเหนื่อยมากในการให้มันกลับมาเท่าทุน ดังนั้นแล้ว  ให้พึงระวังไว้เสมอนะครับ จากภาพด้านล่างนี้จะเห็นชัดครับ ว่ายิ่งปล่อยขาดทุนมาก จะต้องทำกลับคืนมาที่เท่าไรแค่ไหน นะครับ ลองดูฮะ

Losses
ภาพจาก https://cleonalira.co.uk/why-you-should-care-about-losses/

ยกตัวอย่างนะครับ เราลงทุนในสินทรัพย์ตัวหนึ่งที่ 100 บาทนะครับ จากนั้นเราปล่อยขาดทุนไป 50% มูลค่าเราจะเหลืออยู่ที่ 50 บาท ครับ  จากนั้น ณ จุดนั้นเอง การย้อนกลับไปที่ 100 บาท เพื่อให้ได้เท่าทุน   ณ จุดที่เรามีเหลืออยู่ 50 บาทนั้น เราต้องการอีก 50 บาท เพื่อให้กลับไปที่จุดเดิม   นั่นแปลว่า ณ จุดนั้นๆ เราต้องการ ให้มัน บวก (gain) ไปอีก 50 บาท คิดเป็น 100% จากจุด 50 บาท นั่นเอง   ซึ่ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ที่จะทำให้เกิดแบบนั้นได้บ่อยๆ  ดังนั้นปิดท้าย คือ  ให้ระวังเรื่อง Risk Loss ดีๆ กันนะครับ นักลงทุน  เราควรจะรู้จุดหยุดของเราเหมือนกันฮะ

FIN App Terms of Service

– Updated: 17 July 2019 –

FIN เป็น Mobile Application ให้บริการข้อมูลและเครื่องมือในการติดตามข้อมูลผลการดำเนินงานของ กองทุนรวมภายในประเทศไทย รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านกองทุนรวมในมุมมองของผู้ใช้ โดยเป็น App ที่ถูกวิจัยและพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนจำนวนมากเพื่อให้สามารถติดตามผลการลงทุน ในกองทุนรวมได้ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยใน version ปัจจุบันมี Terms of Service ดังนี้

ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ (Terms of Service) ระหว่าง FIN App (“FIN” หรือ “เรา”) กับ ท่านผู้ใช้ (“ท่าน”) กรุณาอ่านข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการโดยครบถ้วน เพื่อความเข้าใจตรงกันและเพื่อผลประโยชน์ของท่านเอง

1. FIN ขอสงวนสิทธิ์ที่จะแก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยท่านสามารถดูข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ล่าสุดได้ภายใน Application เสมอที่เมนู More > User Agreement ซึ่งจะมี link ไปยัง Terms of Service ที่เป็น version ปัจจุบันล่าสุด

2. FIN ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ยืนยันความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ภายใน Application นี้ หากท่านต้องการยืนยันความถูกต้อง ให้ท่านตรวจสอบกับ บลจ. ที่ท่านใช้บริการอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจในการลงทุนทุกครั้ง  FIN จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ รวมถึง ความสูญเสีย การบาดเจ็บ และ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยบังเอิญ หรือเป็นผลสืบเนื่องที่ตามมาจากการใช้งาน Application ทุกกรณี  แต่ทั้งหมดนี้ท่านสามารถเขียนและส่ง Feedback มาแจ้งแก่ทาง FIN เพื่อให้รับทราบและดำเนินการจัดการแก้ไขเท่าที่ทาง FIN จะทำได้ต่อไป

3. สำหรับท่านที่ต้องการใช้บริการ FIN Premium Services นั้นเป็นบริการประเภท Subscription แบบต่ออายุอัตโนมัติ (Auto-renewable subscription) มีทั้งหมด 3 รูปแบบ เลือกตามระยะเวลาการใช้งานได้แก่ 3 เดือน, 6 เดือน หรือ 1 ปี โดยนับวันแบบวันชนวัน เช่นซื้อ FIN Premium Service แบบ 1 ปี โดยเริ่มซื้อวันที่ 17 July 2019 เวลา 5:18pm สามารถใช้ ได้ถึง 17 July 2020 เวลา 5:17pm เป็นต้น

– Subscription จะเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีเมื่อท่านผู้ใช้ยืนยันคำสั่งซื้อ โดย Apple จะทำรายการชำระเงินผ่านทาง App Store ตาม iTunes Account ของท่านผู้ใช้

– การต่ออายุ Subscription ในรอบระยะเวลาถัดไปจะทำโดยอัตโมมัติ ผู้ใช้สามารถยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติได้โดยเข้าไปตั้งค่าใน iTunes Account Setting (หรือเข้าไป FIN App ที่หน้า More และเลือก เมนู Your Subscription จากนั้นกด Change Subscription) โดยหากต้องการยกเลิกการต่ออายุให้ทำก่อนที่จะถึงวันหมดอายุ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงขึ้นไป

4. หาก FIN มี Feature ใหม่และขึ้นข้อความที่เกี่ยวกับการทดสอบ Feature ใหม่นั้น ทาง FIN ขอสงวนสิทธิ์ที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับ roadmap การพัฒนาในอนาคตของ Feature เหล่านี้ ซึ่งอาจจะพัฒนา Feature นี้ต่อ หรือ ยุติการพัฒนา Feature ดังกล่าวได้ตลอดเวลา รวมถึงการพิจารณานำ Feature ใหม่นั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ FIN Premium Services ด้วยเช่นกัน

5. หากใช้ FIN แล้วเกิดคำถาม หรือต้องการแนะนำเรื่องใดๆ นั้น ให้ท่านกระทำผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการดังนี้

5.1) ส่งอีเมลเข้ามาที่ support@fin.cool หรือ

5.2) เปิดใน FIN App แล้วเข้าไปที่ tab “Feedback” และ ส่งข้อความเข้ามาผ่านช่องทางนั้น หรือ

5.3) เข้าไปที่ Facebook Page ที่ URL:  https://www.facebook.com/fin.application/inbox/ และส่งข้อความผ่านช่องทางนั้น

โดยปกติ FIN จะตอบกลับอย่างรวดเร็วแบบ best effort ภายใน 3 ช่องทางข้างต้น  หากติดต่อกันด้วยช่องทางอื่นๆ อาจจะได้รับการตอบสนองช้าลงกว่าช่องทางปกติ

สำหรับนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ของ Application นี้ต่อท่านผู้ใช้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Link

FIN Premium Services – Help & Support

เนื้อหาในหน้านี้ ณ เวลานี้จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน

  1. รูปแบบการให้บริการของ FIN ในปัจจุบัน
  2. การจ่ายเงินค่าบริการ FIN Premium Services ภายใน FIN App
  3. หากพบปัญหาระหว่างการซื้อ FIN Premium Services ต้องทำอย่างไร ?

รูปแบบการให้บริการของ FIN ในปัจจุบัน

FIN App ในรุ่นปัจจุบันจะมีบริการอยู่ 2 รูปแบบ คือ FIN Free Services และ FIN Premium Services โดย FIN Premium Services คือบริการแบบเต็มรูปแบบ ไม่จำกัด feature ใดๆ เหมือนเป็น FIN App ใน version ที่ผ่านๆ มา คือ ใช้ได้เต็มรูปแบบ ภายใน FIN App โดยมีค่าบริการอยู่ 3 รูปแบบขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้บริการ ตั้งแต่ 3 เดือน, 6 เดือน หรือ 1 ปี

ส่วน FIN Free Services นั้น ผู้ใช้ยังคงสามารถใช้งาน functions ต่างๆ เหล่านี้ได้

  • Fund Rank ใช้งานได้เต็มรูปแบบ
  • Portfolio และ/หรือ Watchlist ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ แต่จำกัดอยู่ที่สูงสุด 4 วัน ต่อเดือน
  • Quota 4 วันต่อเดือนจะเริ่มนับตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2560 (December 2017) นี้เป็นต้นไป
  • Advance Features อื่นๆ จะถูกจำกัดทั้งหมดนะครับ เช่น Scheduled Transaction, Fund Profile Rank Binding, NAV Price Alert หรือ อื่นๆ อีกมากมาย
  • เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ track ข้อมูล portfolio / watchlist แต่ไม่ได้เปิดใช้บ่อยครับ อาจจะสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็สามารถดูข้อมูล portfolio / watchlist ตนเองได้ตามปกติ

ส่วน Premium Services นั้นก็ถือว่าเป็นการจ่ายเพื่อสนับสนุนผู้สร้าง FIN ครับ เพราะให้บริการฟรีมาเกือบ 3 ปี ก็พัฒนามาเรื่อยๆ ไม่ได้หยุด และก็ยังคงอยากพัฒนาต่อไปในระยะยาวๆ ในอนาคต ผู้ใช้ชอบใช้และเกิดประโยชน์ ส่วนฝั่งผู้พัฒนาก็อยู่ได้ไม่แบกรับต้นทุนอยู่ฝ่ายเดียว

รูปแบบของ Premium Services นั้นจะมีการจ่ายเงินในลักษณะที่เรียกว่า Auto Renewable Subscription คือ เลือกระยะเวลาการใช้งาน และ กดจ่ายเงิน จะเริ่มนับวันตั้งแต่วันนั้นเป็นวันแรก และ ใช้งานได้ต่อเนื่องตามระยะเวลาที่เลือก โดยก่อนถึงวันหมดอายุ (ภายใน 24 ชั่วโมงก่อนวันหมดอายุ) Apple จะทำการชำระค่าบริการจาก Account ของคุณผู้ใช้โดยอัตโนมัตินะครับ จะได้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้มีสิทธิที่จะเลือกที่จะไม่ให้ชำระค่าบริการอัตโนมัติก็ได้เช่นกันนะครับ ให้เข้าไปใน FIN ที่หน้า More > Manage Subscription และเลือกที่ปุ่ม Change Subscription ครับ เพื่อเข้าไป จัดการตั้งค่าตรงจุดนั้นได้

การจ่ายเงินค่าบริการ FIN Premium Services ภายใน FIN App

จะทำผ่านช่องทางที่เรียกว่า App Store In App Purchase นั่นคือ เวลาจะจ่ายเงิน จะผูกกับกระบวนการการจ่ายเงินบน Apple App Store ครับ  นั่นแปลว่าผู้ใช้จำเป็นต้องมี Apple ID ที่ Login App Store อยู่ครับ และจะต้องมีการตั้งค่า Payment

วิธีการตรวจดูการตั้งค่า Payment ทำได้ดังนี้

  • เปิดไปที่ iOS Setting > กดที่ชื่อตนเองครับ ที่หน้านั้นจะมีคำว่า Payment & Shipping  กดเข้าไป จะมีเรื่องของการตั้งค่า Payment ครับ อาจจะใช้บัตรเครดิต โดยตรวจดูหมายเลขบัตร หรือ วันหมดอายุของบัตรให้เรียบร้อย หรือจะใช้ True Money ก็ได้นะฮะ แล้วแต่การตั้งค่าของผู้ใช้เองครับ ว่าจะจ่ายเงินอย่างไร
  • หรือดูข้อมูลจากทาง Apple ที่ Link นี้ก็ได้ครับ สำหรับรูปแบบภาษาไทย  https://support.apple.com/th-th/HT201266
  • ข้อมูลบัตรเครดิต, Apple ID รวมถึง password ใดๆ ที่ใช้ในกระบวนการจ่ายเงินตรงนี้ เป็นเรื่องระหว่าง ผู้ใช้และทาง Apple เท่านั้นนะครับ FIN App ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลพวกนี้ได้ ฉะนั้นแล้ววางใจได้ครับผม ว่าข้อมูลเหล่านี้จะรู้เฉพาะผู้ใช้และ Apple เท่านั้น

หากพบปัญหาระหว่างการซื้อ FIN Premium Services ต้องทำอย่างไร ?

ไม่ต้องเป็นกังวลใดๆ ครับ แค่ติดต่อมาทางผู้พัฒนาตามช่องทางเหล่านี้ เดี๋ยวทางผมมีทางออกให้เสมอฮะ

  • ติดต่อมาทางหน้า Feedback ใน FIN App โดยแจ้งปัญหา และ ระบุอีเมล เพื่อให้ผมติดต่อกลับ
  • ติดต่อมาทางหน้า More > Contact FIN ก็ได้เช่นกันครับ
  • หรือ ติดต่อมาทาง Facebook FIN ได้ที่ https://www.facebook.com/fin.application/  ส่ง Chat message เข้ามาครับ

 

FIN Version 3.3.1 ขึ้น App Store แล้วครับ

เมื่อเช้านี้ FIN version 3.3.1 (version แก้ bug ของ version ใหม่ 3.3 ที่ update กันสัปดาห์ที่แล้ว) ขึ้น App Store แล้วนะครับ กด Update กันได้เลย แก้อะไรบ้างดูได้จากในรูปนี้ครับ

IMG_3271
What’s new in FIN version 3.3.1

เดี๋ยวอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก็จะมี version 3.3.2 ตามมาครับ อันนั้นยังคงพยายามแก้ให้ผู้ใช้ที่ใช้ iOS 9.x “บางเครื่อง” ใช้งานได้ตามปกติครับ และ แก้เรื่องอื่นๆ อีกเล็กน้อย 🙂

Clip Introduction to FIN App ในงาน Mutual Fund Fair 2016 @ SET

Clip ย้อนหลัง (36 นาที) ของ session “Introduction to FIN App” ที่ผมไปบรรยายใน งาน Mutual Fund Fair 2016 ของตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 24 July 2016 ครับ เนื้อหาน่าจะมีประโยชน์สำหรับ คนที่ลงทุนกองทุนรวม และ ยังไม่รู้จักหรือยังไม่เคยใช้ FIN App หรือว่า เคยใช้แล้ว แต่อยากเห็นภาพรวมทุกความสามารถ ก็ดูจาก clip นี้ก็ได้เช่นกันครับ 🙂

จริงๆ ตลาดหลักทรัพย์มี clip ความรู้ด้านอื่นๆ ใหม่ๆ ตลอดเวลานะครับ อาจจะไปลอง subscribe channel ได้ฮะ ที่ https://www.youtube.com/user/setgroupofficial/videos

FIN Version 3.3 ขึ้น App Store แล้ว Sep 2017

FIN version ใหม่ขึ้น App Store แล้วนะครับ กด update กันได้เลย 🙂

Version ใหม่มีอะไรบ้างนั้น เดี๋ยวผมมาเขียนเป็น blog อธิบายเพิ่มเติมต่อไป แต่ถ้าอยากทราบแบบเร็วๆ ก็เข้าไปอ่านใน what’s new ของ FIN ใน App Store ได้ครับ

IMG_3193
FIN Version 3.3 ขึ้น App Store แล้ว มาพร้อมกับ Feature ใหม่อีกเพียบ

สำหรับภาพนี้ ก็ยังคงอยู่ที่หน้า Fund Profile เมื่อกด Enable Rank Binding แล้ว scroll ลงมาด้านล่างสุด จะพบ Rank History ครับ จะสามารถดูลำดับของกองทุนนั้นๆ ย้อนหลังได้ ว่าค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น Rank ต้นๆ หรือ ว่า ไต่ระดับลงนะครับ เป็นการผนวกข้อมูลจากหน้า Fund Rank มาผสมผสานแสดงผล ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงเวลา

นอกจากนั้น ถ้ามีเครื่องหมาย สีแดง (ตกใจ) ขึ้น ก็ใช้นิ้วจิ้มดูก็ได้เช่นกันครับ จุดนี้ จะคอยเตือนบอกเราว่า กองทุนนี้ เมื่อเทียบกับ กองทุนอื่นที่อยู่ใน Rank 1 ของกลุ่มนี้ (ตามประเภทกองทุน และ Timeframe ที่พิจารณา) แตกต่างกันมากเพียงใด

หากชอบใจ ถูกใจ สามารถกดให้ดาว เขียน review ใน App Store ได้เช่นเคยนะครับผม ขอบคุณทุกท่าน

Sneak peek FIN App version ใหม่ Sep 2017

อุ๊บส์ … ปล่อย Preview FIN App version ใหม่ บางส่วนมาให้ดูก่อนนะครับ 🙂
ในรูปนี้คือหน้า Fund Profile แบบใหม่ จะมีการผนวก Rank Binding Feature แบบ Multi timeframe มาให้เห็นกันรวดเดียว ไม่ต้องเปิดสับไปสับมา กับหน้า Fund Rank อีกต่อไป รออีกสักพักนะครับสำหรับ version ใหม่นี้ เพราะทั้งเพิ่ม new feature และ ปรับปรุง feature เดิม ไปรวดเดียว

IMG_2784
ภาพ Preview FIN App version ใหม่ 3.3

ระหว่างนี้ ผมก็ยังทำ App อีกตัวหนึ่งซึ่งก็พัฒนามาเรื่อยๆ เช่นกัน โหลดได้เลยครับชื่อ “POP App สิทธิประโยชน์ Promotion รอบตัวคุณ” เป็น App ที่สามารถกดดู Promotion อาหาร/ขนม หรือ อื่นๆ รอบตัว ได้สะดวกรวดเร็ว โหลดกันได้เลยที่ https://itunes.apple.com/app/id1252525214 ใช้แล้วกด Feedback กันเข้ามาได้นะครับ เพื่อที่จะปรับปรุงต่อไปเรื่อยๆ นะฮะ 😀