วิธีการใช้ FIN Asset Planning เบื้องต้น

20 April 2021 — FIN Asset Planning เป็นความสามารถใหม่ของ FIN App กองทุนรวม ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของความสามารถใหม่นี้คือ FIN Virtual Portfolio (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดของ Virtual Portfolio กด link) เนื้อหาในบทความนี้จะเน้นที่วิธีใช้ FIN Asset Planning ครับ

เนื้อหา Introduction เกี่ยวกับ FIN Asset Planning อ่านได้จาก Link ด้านล่างนี้

https://bit.ly/fin-virtual-portfolio

FIN Asset Planning สามารถเข้าใช้งานได้จากที่หน้า Fund Rank ที่บริเวณ Shortcut ด้านล่าง จะมีปุ่ม Planning (อยู่ถัดจากปุ่ม Trending) หรือเข้าได้จากหน้า Portfolio กดตรงปุ่มซ้ายบนสุดรูป Chart กดแล้ว เลือก Asset Planning นะครับ

เมื่อเข้าไปแล้ว จะเจอหน้าจอตามภาพด้านล่างนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้าง Virtual Portfolio โดยการกดปุ่ม Create New

จากนั้นก็จะเข้าสู่หน้าจอถัดไป ให้ตั้งชื่อ Virtual Portfolio ครับ (ชื่อเหล่านี้ กลับมาแก้ภายหลังได้หมดนะครับ) อย่างภาพตัวอย่างนี้ผมตั้งชื่อว่า “Global View”

เมื่อตั้งชื่อ Virtual Portfolio เสร็จ ให้กดปุ่ม + เพื่อสร้าง Segment ตามคำแนะนำของหน้าจอ (ปุ่มที่อยู่กลางจอ)

จากตัวอย่างด้านบน ผมตั้งชื่อ Segment Name ชื่อว่า Clean Energy จากนั้น เข้าสู่ขั้นตอน เลือก Asset ที่เราบันทึกไว้แล้วภายใน FIN Portfolio ตามปกติ ซึ่งถ้าคุณผู้ใช้มีหลาย Portfolio ก็จะ มีให้เลือก port และ รายชื่อกองทุนต่างๆ ด้านล่าง

จากภาพตัวอย่างด้านบนคือ มี 4 Ports : Main, TAX, Gold Invest, RETIRE นะครับ ซึ่งตอนนี้ผมกดเลือกที่ Main และ เลือกกอง SCBCLEANA มูลค่า 787,353.41 เข้าไปใน Segment “Clean Energy”

การกดปุ่มติ๊กเลือกด้านหน้าของแต่ละกอง จะเป็นการบอก FIN Virtual Portfolio ว่า Segment “Clean Energy” (ตามภาพตัวอย่าง) นี้ ให้ใช้ข้อมูลจากกองทุนไหน มาประกอบเข้าไปใน Segment นี้ๆ บ้าง ก็กำหนดได้ตามอิสระ ตามความต้องการของผู้ใช้ได้ครับ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกได้จากหลาย FIN Portfolios เพื่อมาประกอบ Segment ต่างๆ ได้

การสร้าง Segment ที่ 2 นั้น ก็ให้ กดปุ่มกลางจอ ด้านขวาๆ (ปุ่มรูปสี่เหลี่ยม ที่มีวงกลมอยู่ตรงกลาง) แล้วเลือก Add New Segment ซึ่งภายในนั้นจะมีเมนูย่อยอีกหลายเมนูอยู่เหมือนกัน ค่อยๆ ลองใช้ภายหลังได้ครับ

ภาพด้านบนผมสร้าง Segment ที่ 2 ชื่อ “Healthcare” และ ก็ทำการ เลือก กองทุนใส่เข้าไปใน Segment นี้ตามวิธีเดิม

ถึงจุดนี้ เราจะเห็นแล้วว่า Healthcare นั้น มีสัดส่วน 78.53% เมื่อเทียบกับ Total Asset Current Value ทั้งหมดที่เรากำลังนิยามไว้ใน Virtual Portfolio นี้นะครับ

ในแต่ละ Segment นั้น เราเลือกประเภทได้นะครับ ตรง Asset Type ว่า Segment นั้นจะใช้ข้อมูลจาก FIN Portfolio ซึ่งจัดเป็น Tracking Asset ตามปกติ หรือว่า เราอยากให้ Segment นี้เป็น Asset อื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจาก FIN Portfolio ก็ได้เช่นกัน โดยการกดเลือก Non-Tracking Asset ตามภาพด้านบน

เคสตัวอย่างภาพด้านบนนั้น ผมทดลองสร้าง Segment ที่ชื่อ Crypto เพื่อจะบันทึกว่า ผมมีมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนใน Crypto เท่าไรนะฮะ ลองใส่มูลค่า และ เลือกประเภท ก็จะได้ตามภาพด้านล่าง ทดลองใส่ Bitcoin ที่ 1 ล้านบาทครับ Segment นี้

ด้วยวิธีการนี้เอง ที่จะทำให้เราเห็น Total Asset ของเราได้ครบทุกอย่าง ในภาพรวม เลยฮะ 🙂 ทั้งๆ ที่เป็น Asset ที่ FIN Portfolios มีข้อมูลอยู่แล้ว และ Asset ที่อยู่นอกเหนือจากการ track ของ FIN

เมื่อตั้งค่า Segment ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว หากต้องการ Save เพื่อบันทึก ก็ให้กดปุ่ม Done (ปุ่มขวาบนสุด) เพื่อบันทึกให้เรียบร้อยนะครับ เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ Virtual Portfolio ตามที่เราต้องการ ซึ่งจุดนี้ผู้ใช้มีอิสระในการ จัด Segment ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เมื่อเสร็จแล้วก็จะกลับมาหน้า หลัก ตามภาพด้านล่างนี้

แต่ถ้ากด Back (ปุ่มซ้ายบนสุด) โดยไม่กด Done มันจะเป็นการ back ทันที ไม่มีการ save ใดๆ นะครับ

หากต้องการเข้าสู่หน้า Edit เพื่อแก้ไข Segment หรือ การเชื่อมโยง Asset ใดๆ ของ Virtual Portfolio ที่สร้างไปแล้ว ให้กดที่ปุ่ม วงกลม ที่มีจุดสามจุด อยู่ในวงกลมนะครับ (…) แล้วเลือก Edit ก็จะเข้าสู่หน้า เหมือนตอนสร้าง Virtual Portfolio อีกครั้ง

จุดสำคัญคือ หากต้องการแก้ที่ Segment ใดนั้น ให้เลือก Segment (ใต้ Pie Chart) ก่อนทุกครั้งนะครับ จากนั้น ค่อยปรับแก้ค่าต่างๆ ที่ต้องการที่อยู่ภายใน Segment นั้นๆ อีกที ตามรูปด้านล่างนี้ คือ ผมกำลังเลือกของ Healthcare นะครับ จะขึ้นเป็นแทบสีส้มเข้ม (ในเคสนี้)

สุดท้ายจะมีเรื่องของ Note เพื่อจดแผนการลงทุน หรือ แผนการณ์ต่างๆ ไอเดียต่างๆ ของแต่ละ Virtual Portfolio สามารถกดได้ที่ปุ่ม ข้างๆ ปุ่ม Done (หรือปุ่มข้างๆ ปุ่ม Close) ที่อยู่ด้านขวาบน ของหน้าจอในกลุ่ม Asset Planning ครับ ก็จะเข้าถึง Note เดียวกันจากทุกหน้าจอ เพื่อให้จดแผนได้อย่างสะดวกตลอดทุกหน้าจอนะครับ ณ เวลานี้ยังคงจำกัดความยาวของ Note ที่ 5000 ตัวอักษร

โดยรวมการใช้งานก็จะประมาณนี้ หากมีคำถามใดๆ สามารถติดต่อมาได้ตามช่องทางปกตินะครับ ทั้ง Email และ Facebook สามารถดูช่องทางติดต่อได้ที่ FIN > หน้า More > Contact FIN

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FIN Asset Planning
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FIN Virtual Portfolio

FIN Virtual Portfolio

20 April 2021 — FIN มีแนวคิดของ Portfolio แบบใหม่ ที่ใช้งานร่วมกับ Portfolio แบบปกติ ซึ่งแนวคิดใหม่นั้น ผมเรียกว่า Virtual Portfolio เนื้อหาภายในบทความนี้ จะอธิบายถึงความสามารถ คุณลักษณะของ FIN Virtual Portfolio แบบกระชับครับ

ย้อนกลับไปในปี 2015 ที่ FIN App ขึ้น Apple App Store version แรกสุดนั้น FIN รองรับ 1 portfolio ที่ให้ผู้ใช้สามารถบันทึก transaction ต่างๆ ของกองทุนต่างๆ ของตนเอง เข้าไปภายใน FIN Portfolio เพื่อที่จะเห็น ภาพรวมทั้งหมดของตนเองได้ จากนั้น ก็เริ่มมีความต้องการ ที่เฉพาะมากขึ้น ที่ต้องการให้ FIN รองรับมากกว่า 1 portfolio ผมเลยพัฒนาออกมาให้รองรับการบันทึก transaction มากกว่า 1 portfolio เรียกว่า Multiple Portfolios

และแนวคิดใหม่ล่าสุดที่ break ข้อจำกัดเดิม ก็ออกมากับ FIN version 3.61 นั่นคือ FIN Virtual Portfolio นั่นเอง

วิธีอธิบายเรื่องนี้ได้ง่ายสุด น่าจะเป็นภาพ diagram แนวคิดนะครับ ภาพด้านล่างคือ FIN Multiple Portfolios ครับ

หากเคยใช้ FIN Multiple Portfolios อยู่แล้ว ก็จะรู้ลักษณะการทำงานอยู่แล้วครับ ว่า แต่ละ port นั้นแยกอิสระต่อกัน การบันทึกกองทุนเข้า port ใด port หนึ่งจะไม่มี impact ต่ออีก port นึง นี่คือคุณลักษณะปัจจุบันของ FIN Multiple Portfolios

FIN Virtual Portfolio จะเป็นไปตามภาพด้านล่างนี้

นั่นคือ เราสามารถสร้าง Virtual Portfolio โดย อิงข้อมูลจาก FIN Portfolio แบบปกติได้ โดยไม่ต้องกรอก transaction ใดๆ ใหม่ๆ แค่เชื่อมโยงเข้าไปใน Virtual Portfolio ตามที่ต้องการ ซึ่งจุดนี้ คุณผู้ใช้มีอิสรภาพสูงสุด ในการเลือกสร้าง Virtual Portfolio ของตนเอง ครับ ว่าจะให้นำ Asset จาก Portfolio ใด มาประกอบเข้าไปบ้าง

FIN Virtual Portfolio จะมี การแบ่งกลุ่มภายในด้วยแนวคิดของ Segment ครับ ซึ่งคุณผู้ใช้ก็กำหนดเองได้หมดเช่นกัน ว่าจะแบ่งเป็นกี่ Segment และ แต่ละ Segment จะนำ Asset จาก FIN Multiple Portfolios ใดบ้าง มาประกอบ สร้างสรรค์ได้ตามที่ตนเองต้องการ ซึ่งการเลือก Assets ต่างๆ ที่บันทึกไว้อยู่แล้วมาประกอบนั้น ผมจะขอเรียกว่า Tracking Asset นะครับ คือ Asset ที่มีมูลค่าปรับเปลี่ยนรายวัน ตามค่า NAV ของกองทุน (ของ Asset นั้นๆ) ค่าเหล่านี้จะถูกเชื่อมโยงและ auto-update โดยอัตโนมัติทุกวันทำการ ตามปกติ

และนอกเหนือไปจากนั้น FIN Virtual Portfolio ยังรองรับ Non-Tracking Asset ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือ ผู้ใช้สามารถสร้าง Non-Tracking Asset ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบสินทรัพย์อื่นๆ ที่ FIN ไม่ได้รองรับ การ track มูลค่าต่างๆ ให้อัตโนมัติครับ เช่น เงินสด, หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ, Crypto, Bond หรือ อื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน แต่ชื่อ Non-Tracking Asset อันนี้ก็ชัดเจนในตัวนะครับ ว่า คุณผู้ใช้จะต้อง ใส่ค่า มูลค่าทรัพย์สินต่างๆ เหล่านี้ ด้วยตนเอง ระบบจะไม่ได้ Tracking ให้อัตโนมัติ ณ เวลานี้ (ในอนาคตไม่แน่ :D)

แนวคิดของ FIN Virtual Portfolio ในขั้นต้นจะถูกนำมาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักใน FIN Version 3.61 ล่าสุด ที่มี Feature Asset Planning ครับ โดยผู้ใช้สามารถสร้าง Virtual Portfolio ได้หลากหลายตามความต้องการ เพื่อให้เห็นมุมมองของ Asset Allocation และ Performance Impact ภายใน FIN Asset Planning feature ใหม่ นั่นเอง ส่วนในอนาคต FIN Virtual Portfolio ก็จะถูกนำไปใช้ในจุดอื่นๆ ต่อไปภายใน FIN ด้วยเช่นกัน รอติดตามกันต่อไปในอนาคต

หากมีคำถามใดๆ สามารถเขียนมาได้ทาง หน้า Feedback ใน FIN App หรือไม่ก็ทางอีเมล หรือทาง Facebook (กดเข้าไปใน FIN > More > Contact FIN ครับ)

Download FIN App ได้ที่ : https://apple.co/2HSKplH

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความสามารถใหม่ FIN Asset Planning
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วิธีการใช้ FIN Asset Planning

รู้จัก Fund Compare Feature ที่สำคัญของ FIN App

อย่างที่ทราบกันดีครับว่า FIN App มีข้อมูลกองทุนอยู่จำนวนมาก หลากหลายมิติ และ หลากหลายประเภทข้อมูลครับ Feature “Fund Compare” จะเป็นความสามารถที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ เพื่อให้ทำการเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านั้นได้ ง่าย สะดวก และ รวดเร็ว ในบทความนี้จะนำภาพตัวอย่าง และ วิธีใช้งานของความสามารถนี้มาแชร์ให้เห็นกันครับผม

หากผู้ใช้ upgrade FIN เป็น version 3.8 ล่าสุด  จะเห็นหน้าจอของหน้า Fund Rank ตามรูปด้านล่าง ซึ่งจะมีปุ่มสีส้มอยู่ที่มุมด้านขวาด้านล่าง  ปุ่มนี้เป็นความสามารถใหม่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามา เพื่อช่วยทำเรื่อง Fund Compare ให้สะดวกขึ้นอย่างมาก

IMG_9750.PNG

เมื่อกดปุ่มสีส้มแล้ว ผู้ใช้สามารถที่จะเลือก กองทุนใดๆ ก็ได้ ที่อยู่ในหน้า Fund Rank หน้านี้ โดยสามารถเลือก ประเภท และ ช่วงเวลาย้อนหลังต่างๆ ได้หมดนะครับ เลือกได้อย่างเต็มรูปแบบและอิสระ และ เมื่อพอใจแล้ว ก็ที่ปุ่มสีส้มนี้ จะนับจำนวนกองทุนที่เลือกไว้ครับ (ภาพตัวอย่างนี้คือเลือกไป 6 กองทุน) กดเข้าไปอีกรอบจะขึ้นเมนูถามเพิ่มเติม

IMG_9738.PNG

เมื่อเจอขึ้นถามก็จะมี 3 เมนูย่อยครับ เมนูบนสุดคือ เลือกเพื่อสั่งให้เปิด Fund Compare ส่วนเมนูถัดมาคือให้ Reset การเลือกกองทุนก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะเลือกใหม่ หรือ ไม่เลือกแล้วก็ตาม (ล้างตระกร้ากองทุนที่เลือกไว้)  และเมนูสุดท้ายคือ ปิดหน้าจอนี้ไปก่อน เพราะยังอยากเลือกกองทุนอื่นๆ เพิ่มเติม

IMG_9739.PNG

เมื่อเข้าหน้า Fund Compare ก็จะมีหน้าจอตัวอย่างตามภาพด้านล่างนี้ครับ  โดยความสามารถ Fund Compare นั้น สามารถ เปรียบเทียบข้อมูลกองทุนต่างๆ ได้ใน 3 โหมดใหญ่ๆ

  1. โหมดที่ 1 คือ เทียบในเชิง Fund Performance ในช่วงเวลาต่างๆ ย้อนหลังครับ เช่นที่ระยะ 5 ปี, 3 ปี, 1 ปี, 6 เดือน หรืออื่นๆ ตามที่มีข้อมูล
  2. โหมดที่ 2 คือ เทียบแบบ Shot-by-Shot เลยครับ เป็นการสมมติว่า ถ้าเราเริ่มลงทุนกองที่เราต้องการเปรียบเทียบพร้อมกัน ในวันที่เริ่มต้น (ซึ่งเรากำหนดได้)  จนถึง วันสิ้นสุด (ซึ่งเราก็กำหนดได้เช่นกัน) ว่ากองไหน มีการวิ่งขึ้นลงของ Value อย่างไรบ้าง
  3. โหมดที่ 3 คือ เทียบในรูปแบบตารางครับ โดยนำค่าข้อมูลต่างๆ ของแต่ละกอง มาเทียบกันในตาราง 2 มิติ

วิธีการสับโหมดการเปรียบเทียบนี้ หากดูจากรูปด้านล่างนี้  ที่ด้านบนมุมขวาของหน้าจอ จะเห็นรูปลูกศร ซ้ายขวา นะครับ กดได้เลยฮะ จะเป็นการสับโหมดการเปรียบเทียบไปใน 3 โหมด  หรือ กดปุ่มด้านบน ตรงกลาง ก็ได้เช่นกัน  (ปุ่มที่เขียนว่า Compare: Period ตามรูปด้านล่าง)  ก็จะขึ้นมาให้เลือกเลยฮะ ว่าจะเทียบในโหมดใด

IMG_9740.PNG

ซึ่ง ด้านล่างของหน้าจอนี้ เราสามารถเลือกกองทุนที่เราต้องการ เปรียบเทียบได้ครับ ว่าจะนำกองใด มาเทียบบ้าง ไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดทุกกองเทียบพร้อมกันเวลาเดียวกันนะครับ เพราะข้อมูลคงจะแสดงผลมากเลยทีเดียว ลองดูภาพตัวอย่างด้านล่างนี้ครับ จะเป็นการเปรียบเทียบ 4 กอง ได้แก่ UOBLTF, MIF-LTF, JB25 LTF และ ABLTF

IMG_9741.PNG

ถัดมาครับ ลองเปลี่ยนเป็นโหมดการเปรียบเทียบแบบ  Shot by Shot โดยสมมติว่าเราลงทุนทั้ง 4 กองนี้พร้อมกัน วันที่ 21 June 2018 ยาวไปจนถึงวันนี้ (19 Sep 2018) นะครับ  วันที่นี่เราสามารถใช้นิ้วแต เพื่อปรับเปลี่ยนวันที่ได้อย่างอิสระ  การเปรียบเทียบในโหมดนี้เหมือนนำกองทุนทั้ง 4 กองมาวิ่งแข่งกัน ณ จุดเริ่มต้นเดียวกันครับ โดยจากภาพตัวอย่างนี้ เราจะเห็นคร่าวๆ แล้วว่า  กองสีม่วง กับ สีฟ้า นี่วิ่งดีกว่า อีก 2 สีที่เหลือ  ในช่วงเวลาที่เราลองจำลองการแข่งขันตรงนี้นะครับ โดยในแกน Y นั้นจะคิดเป็น %Profit (หรือ %Loss) โดยรวมเรื่องของ NAV Change + Dividend เข้าไปหมดแล้ว (ถ้ากองไหนมี Dividend)

IMG_9742.PNG

ซึ่งจุดเริ่มต้น (Begin) และ จุดสิ้นสุด (End) ของการเปรียบเทียบนั้นค่อนข้างสำคัญนะครับ เพราะมันคือ ช่วงเวลาย้อนหลังที่เราต้องการพิจารณานั่นเอง  อย่างภาพด้านบนนั้นผมจะเทียบแค่ 3 เดือนย้อนหลังครับ แต่ภาพด้านล่างนี้ ผมเทียบที่ 1 ปีย้อนหลัง จะเห็นว่า กราฟที่ได้ก็คนละแบบเช่นกัน เพราะจุดเริ่มต้นมันไม่เท่ากัน ต้นทุนก็แตกต่างกันครับ  เราเลยต้องเลือกเวลาพิจารณาให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เราต้องการเทียบ

IMG_9744.PNG

ส่วนโหมดการเปรียบเทียบในรูปแบบตารางนั้น จะมีตัวอย่างหน้าจอตามรูปด้านล่างนี้ครับ เป็นตาราง 2 มิติที่จะ Pin ชื่อกองทุนไว้ด้านบน และ ข้อมูลที่ต้องการเปรียบเทียบไว้ด้านซ้ายนะครับ เราสามารถ scroll ไปได้ในทั้ง 2 ทิศทาง (ต้องลองใช้ดูครับ)

IMG_9745.PNG

ถ้า scroll ลงมาด้านล่าง จะเห็นการเปรียบเทียบด้าน Absolute Return และ Max Drawdown (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Drawdown) รวมถึงสัดส่วนระหว่าง Absolute Return และ Max Drawdown  ด้วยเช่นกัน (ที่เขียนเป็นตัวอักษรสีเหลืองว่า Return/MDD @ Timeframe ต่างๆ)  ซึ่งจุดนี้ ขอย้ำนะครับ ว่า ผมสังเคราะห์ field ข้อมูลของการนำ Absolute Return มาหารกับ Max Drawdown (เอาค่า Max Drawdown แบบที่ไม่ใช่ค่าติดลบมาใช้นะครับ) ตรงนี้ เป็นแบบ simple math calculation เพื่ออำนวยความสะดวกในการเทียบเท่านั้นนะครับ มันจะไม่ใช่ Ratio ในกลุ่มที่เรียกว่า Risk Adjusted Return  ดังนั้นแล้ว การนำข้อมูลนี้ไปใช้ตัดสินใจใดๆ นั้น ผมยังคงขอย้ำว่า ให้ตรวจสอบจากหลายๆ แหล่งข้อมูล ก่อนการตัดสินใจลงทุนใดๆ ผมสร้าง FIN มาเพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกเท่านั้น เรื่องความถูกต้องของข้อมูลใดๆ นั้น นักลงทุนยังคงต้อง พิจารณาไตร่ตรองอย่างระมัดระวังด้วยตนเอง ครับ ผมไม่สามารถรับประกันความถูกต้องของข้อมูลใดๆ ได้ นะฮะ ตามที่เขียนไว้ (อ้างอิงตาม FIN App Term of Service)

IMG_9746.PNG

สุดท้ายครับ หน้า Fund Compare ตรงนี้ ผมมี Tip แนะนำอีกนิดนึงคือ  กรณีที่ต้องการเปิดดูหน้า Fund Profile ของแต่ละกองทุนตรงนี้  ผู้ใช้สามารถใช้นิ้ว กดจิ้มค้างไว้ (หรือที่เรียกว่า Long press gesture) ตรงชื่อ กองทุนครับ  ทั้งชื่อที่หัวตารางด้านบน  หรือ ชื่อด้านล่าง ได้หมดนะฮะ  แล้ว FIN จะเปิดหน้า Fund Profile ขึ้นมาแสดงผลให้ได้ครับ

หวังว่าความสามารถ Fund Compare นี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้นะครับ โดยความสามารถนี้อยู่ในส่วนหนึ่งของ FIN Premium Service ด้วยเช่นกัน  ถามว่าถ้าไม่มี Feature นี้ยังสามารถเปรียบเทียบได้หรือไม่  ก็ได้ครับ แต่ว่าคงต้องหากระดาษมาจดนะฮะ  ซึ่งก็ไม่สะดวกเท่าไรนะครับและล่าช้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นแล้วผมเลยใช้เวลาสร้างความสามารถ Fund Compare ในหลายมิติตรงนี้ขึ้นมาเพื่อ ลดเวลา ทำให้มันสะดวกต่อผู้ใช้ และน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ครับ 🙂

 

 

 

 

ทำความรู้จักค่า Drawdown และการนำมาประเมินความเสี่ยงของการลงทุน

ตั้งแต่ Fund Factsheet ของกองทุนรวมแบบใหม่ถูกนำมาใช้  ภายในนั้นจะมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ข้อมูลหนึ่ง ที่เรียกว่า Maximum Drawdown ซึ่งภาษาไทยจะเรียกว่า “ผลขาดทุนสูงสุด” ในรอบระยะเวลาที่สังเกตที่ผ่านมา ค่านี้จะแสดงผลเป็นค่าติดลบเสมอครับ โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์  ค่านี้จะเอาไว้ใช้ประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่เรากำลังพิจารณาลงทุนครับ   ในบทความนี้จะอธิบายว่า ทำไมค่า Maximum DrawDown นี้ มันถึงดูเข้าใจง่ายกว่า ค่าบ่งชี้ความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่เราลงทุนค่าอื่นๆ เช่น SD (Standard Deviation) หรืออื่นๆ (คือผม มองว่ามันเข้าใจง่ายนะครับ คนอื่นๆ อาจจะมองตรงข้ามก็ได้นะ 555+)

เริ่มต้นชี้ให้เห็นเลยครับ ว่าค่า Drawdown นี้มันนิยามเป็นอย่างไร ดูจากภาพ chart ด้านล่างนี้จะง่ายสุดนะครับ ปกติ มูลค่าของสินทรัพย์นั้นๆ จะเปลี่ยนไปตามเวลา  แกน X คือ แกนของเวลา  แกน Y คือ แกนของ Net Asset Value ของสินทรัพย์นั้นๆ  จุดที่เกิด Drawdown คือ จุดที่อยู่ในภาพ สีแดงเข้มๆ ครับ

drawdown
ภาพจาก http://cdar.berkeley.edu/researcharea/drawdown-risk/

นิยามของ Drawdown คือ  ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นที่เรากำลังสังเกตดูย้อนหลังอยู่นั้น ราคาของสินทรัพย์นั้นๆ มีการปรับตัวลดลงต่ำสุด จากจุดสูงสุดที่ผ่านมา เท่าไรบ้างโดยจะคิดเป็นเปอร์เซ็นนะครับ  โดยสูตรการคำนวณคือ  เอา ( Valley Value – Peak Value ) หารด้วย Peak Value อีกที จากนั้นคูณด้วย 100 เพื่อให้ได้ค่าเปอร์เซ็นต์ออกมา สูตรนี้ยังไงก็ได้ค่า ติดลบ นะครับ

( (Valley Value – Peak Value) / Peak Value ) * 100.0

ถ้ามองข้อมูลอดีตย้อนหลัง 1 ปี , 3 ปี หรือ 5 ปี นั้น เราจะเห็นจุด Drawdown มากมายแน่นอนครับ ยกเว้นสินทรัพย์ประเภทที่มีแต่มูลค่าขึ้นตลอดนะครับ เช่นกลุ่ม Money Market Fund นะครับ อันนั้นน่าจะขึ้นตลอด แทบจะไม่มีค่า Drawdown ให้คำนวณ  ทีนี้เมื่อมีจุด Drawdown จำนวนมาก  จุดที่เราสนใจจริงๆ คือ  ในอดีตของสินทรัพย์ตัวนี้ มีจุด Drawdown สูงสุดอยู่ที่เท่าไร นั่นเอง หรือที่เรียกว่า Maximum Drawdown  ถ้าดูจาก Chart ด้านบน ก็จะเห็นฮะว่า  small drawdown นั้น มีขนาดเล็กกว่า  large drawdown นั่นเอง  ซึ่งจากรูปด้านบนนี้  large drawdown ตรงนั้นคือค่า Maximum Drawdown นั่นเอง

นั่นแปลว่า  ถ้าเรามองข้อมูลอดีตของกองทุนหรือหุ้นตัวนี้ๆ แล้ว  เราเห็นช่วงที่ขาดทุนสูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์ นั้นจะทำให้เราเข้าใจความเสี่ยงได้ดีขึ้นมากพอสมควร  (เมื่อเทียบกับค่า SD: Standard Deviation) เพราะว่า เราจะเข้าใจค่า % Drawdown นั่นเอง ว่า ถ้ามันมีค่าอยู่ที่ -20%  นั่นแปลว่า  ถ้าเราลงทุนที่จุด Peak จำนวนเงิน 100 บาท และ เจอภาวะ Drawdown ที่ -20%  นั่นแปลว่า ที่จุดต่ำสุด เงินลงทุนเราจะเหลืออยู่ที่ 80 บาท นั่นเอง  คือตัวเลขค่านี้มันจะทำให้เราคำนวณออกมาเป็นจำนวนเงินที่หายไปได้ (Unrealized Loss) ครับ ว่าเราจะรับไหวมั๊ยนะ

ทีนี้ โดยสถิติแล้ว เรามักจะไม่ได้ลงทุนอยู่ที่จุด Peak สักเท่าไรอยู่แล้วครับ (ยกเว้นซวยจริงๆ 5555+ ซึ่งบางคน อาจจะเคยมีประสบการณ์)  นั่นแปลว่า  ค่า Drawdown ถ้าเราลงทุนจริงก็อาจจะน้อยกว่าค่านี้ฮะ  ดังนั้น การเห็นค่า Maximum Drawdown นั้นเหมือนกับการที่เราได้เห็น ค่าขาดทุนสูงสุดในอดีตของสินทรัพย์นี้ๆ แล้ว ว่าอยู่ในระดับที่เรายอมรับได้หรือไม่ นั่นเอง  ก็เลยมักจะถูกนำมาใช้ในการประเมินความเสี่ยง ในการลงทุนครับ

แต่ !!! ทั้งหมดนี้ คือ การวัดค่าข้อมูลที่อยู่ในอดีตนะครับ  อนาคตไม่มีใครสามารถทำนายได้ชัดเจนอยู่แล้ว  อาจจะเกิด Drawdown ที่เป็นค่าที่ใหญ่กว่าค่าเดิมในอดีตก็ได้เช่นกัน ฉะนั้นการติดตามการลงทุนในสินทรัพย์ที่เราลงทุนอยู่นั้น ยังคงเป็นเรื่องสำคัญครับ

ภาพต่อมาครับ ภาพ chart ด้านล่างนี้ จะชี้ให้เห็นค่าอีกค่าหนึ่ง ที่เอาไว้ประเมินร่วมกันครับ  นั่นคือ Recovery Time นั่นเอง ซึ่งมันคือ จำนวนวันทั้งหมดที่ สินทรัพย์นั้นๆ เกิดค่า Drawdown แล้ว ต้องใช้ระยะเวลาทั้งหมดกี่วัน ถึงจะกลับมา เท่าทุน นั่นเอง

maxdur1
ภาพจาก https://www.mutualfundobserver.com/2014/08/recovery-time/

จากที่ผมเห็นข้อมูลมา  ก็มีหลายสินทรัพย์ที่ใช้ระยะเวลา ไม่กี่สิบวัน  บางสินทรัพย์ก็ใช้ระยะเวลา ไม่กี่ปี (หลายร้อยวัน) ถึงจะกลับมาคืนทุนเท่าเดิมนะครับ  ก็จะหลากหลายกันไป แล้วแต่ช่วงจังหวะ

อ่านถึงจุดนี้จะเข้าใจกันแล้วนะครับว่าค่า Drawdown เหล่านี้โดยส่วนตัวผมมองว่า เป็นค่าที่มีประโยชน์แก่การนำมาพิจารณาคัดเลือก สินทรัพย์เพื่อการลงทุนพอสมควรครับโดยมองในมุมของความเสี่ยงนะครับ ว่าเราจะรับ ค่าขาดทุนสูงสุด “ในอดีต” ของสินทรัพย์นั้นๆ ได้มากน้อยแค่ไหน  รับได้หรือไม่  เพราะเวลาเราเลือกลงทุนใดๆ นั้น แน่นอนว่า เราจะมองทั้ง Reward (ผลตอบแทน) และ Risk (ความเสี่ยง) เสมอๆ  ดังนั้นใน FIN App กองทุนรวม version ใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ (วันนี้วันที่ 16 September 2018 ยังไม่ได้เอาขึ้น App Store นะครับ แต่อีกไม่นานจากนี้จะขึ้นครับ)  จะมีข้อมูลเหล่านี้ให้ดูประกอบการพิจารณาด้วยเช่นกัน  โดยตัวอย่างหน้าจอจะเป็นดังภาพด้านล่างนี้ครับ

IMG_9670
Download ได้ที่  https://bit.ly/fin_app   หรือ   https://apple.co/2xlw3B3

 

วิธีการใช้คือ กดเข้าดู Fund Profile ที่ต้องการ จากนั้นกดที่ Tab ที่เขียนว่า Chart ครับ  (ตามภาพด้านบน) ทีนี้ โดยปกติที่หน้า Chart ก็จะแสดง กราฟของ NAV ตามช่วงระยะเวลาย้อนหลังต่างๆ ตามที่ต้องการ  แต่ใน version ใหม่นี้ จะแสดงค่า Drawdown ได้ด้วย โดยการกดที่ปุ่ม DD ครับ  แล้วจะแสดง NAV พร้อมกับ แถบ Drawdown ต่างๆ ให้เห็นกันชัดๆ เลยครับ ว่า จุด Peak อยู่ที่วันไหน Valley วันไหน และ Recovery วันไหน ใช้ระยะเวลาเท่าไร อย่างชัดเจน

นอกเหนือไปจากนั้นก็จะแสดง Drawdown ย่อยอื่นๆ ด้วยครับ  ตาม List ด้านล่างของหน้าจอเลยฮะ เราก็จะเห็นจุด Drawdown อื่นๆ ที่ไม่ใช่ Maximum Drawdown ไปด้วยเช่นกันฮะ เรียกได้ว่า มาครบครันเลยทีเดียว สำหรับ version ใหม่ นี้

ปิดท้ายบทความนี้ ด้วยเรื่องของ ค่าความเสี่ยง ตรงนี้อีกรอบนะครับ ว่า การขาดทุนใดๆ ถ้าต้องการแก้ไขกลับคืนให้มาอยู่จุดเดิม ถ้ายิ่งขาดทุนมาก เราต้องลุ้นกันตัวโก่งและเหนื่อยมากในการให้มันกลับมาเท่าทุน ดังนั้นแล้ว  ให้พึงระวังไว้เสมอนะครับ จากภาพด้านล่างนี้จะเห็นชัดครับ ว่ายิ่งปล่อยขาดทุนมาก จะต้องทำกลับคืนมาที่เท่าไรแค่ไหน นะครับ ลองดูฮะ

Losses
ภาพจาก https://cleonalira.co.uk/why-you-should-care-about-losses/

ยกตัวอย่างนะครับ เราลงทุนในสินทรัพย์ตัวหนึ่งที่ 100 บาทนะครับ จากนั้นเราปล่อยขาดทุนไป 50% มูลค่าเราจะเหลืออยู่ที่ 50 บาท ครับ  จากนั้น ณ จุดนั้นเอง การย้อนกลับไปที่ 100 บาท เพื่อให้ได้เท่าทุน   ณ จุดที่เรามีเหลืออยู่ 50 บาทนั้น เราต้องการอีก 50 บาท เพื่อให้กลับไปที่จุดเดิม   นั่นแปลว่า ณ จุดนั้นๆ เราต้องการ ให้มัน บวก (gain) ไปอีก 50 บาท คิดเป็น 100% จากจุด 50 บาท นั่นเอง   ซึ่ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ที่จะทำให้เกิดแบบนั้นได้บ่อยๆ  ดังนั้นปิดท้าย คือ  ให้ระวังเรื่อง Risk Loss ดีๆ กันนะครับ นักลงทุน  เราควรจะรู้จุดหยุดของเราเหมือนกันฮะ